คำถามนี้เป็นคำถามที่ผมและคณาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ต้องทำการบ้านเตรียมตัวตอบ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ในช่วงเวลาปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่อยู่เป็นประจำทุกๆ ปี
ผมคิดว่า คำถามนี้เป็นคำถามที่ตอบยาก ถ้าอยากจะได้คำตอบที่แท้จริง คงจะต้องใช้เวลาตอบเป็นส่วนตัวกันทีละคน ซึ่งคงจะใช้เวลาหลายวัน กว่าจะตอบจนพอใจกันได้ทุกฝ่าย ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้จริงหรือไม่
ที่ว่าจะต้องตอบกันทีละคนนั้น โดยส่วนตัวผมจะต้องเข้าใจจุดมุ่งหมายของผู้ถามเสียก่อนว่า “จะไปทำงานอะไร” นั้น จริงๆ แล้วหมายความว่าอย่างไร จะแปลว่า “จะไปทำอะไรกิน” คราวนี้ต้องถามกลับไปว่า กินมากกินน้อยแค่ไหน กินเท่าไรจึงจะมีความสุข ถ้าจะถามตรงๆ ว่า “จะทำเงินได้มากแค่ไหน” ก็คงยิ่งจะต้องคุยกันต่อว่า มีเงินมากแค่ไหนจึงจะพอ แล้วถ้าทำเงินได้มากมายมหาศาลแล้วจะเอาเงินไปทำอะไร แต่ถ้าบังเอิญมีคนถามว่า เป็นนักดนตรีแล้วจะเป็นมนุษย์ที่อารมณ์ดีมีความสุขหรือเปล่า ถ้าคราวนี้ก็ต้องคุยกันต่อว่า ความสุขในความหมายของคนถามนั้นคืออะไร ท่าทางคงจะต้องคุยกันอย่างจริงจังสำหรับคำถามนี้
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผม ผมสามารถอธิบายให้นักเรียนดนตรีฟังได้ว่า สิ่งที่ผมเรียนรู้จากดนตรีคลาสสิกนั้นมากมายกว่าการได้เดินขึ้นเวทีแสดงหรือ การมีผลงานออกวิทยุโทรทัศน์ ดนตรีคลาสสิกมีประวัติศาสตร์ยาวนานสั่งสมมากว่าพันปี จากประวัติศาสตร์เราได้เรียนรู้จากผลงานของนักดนตรีและนักแต่งเพลงจำนวนมาก หลายๆ คนทำให้มนุษย์ปัจจุบันพิศวง จนทุกวันนี้ผมยังเกิดความปิติที่ตนเองได้สัมผัสและถ่ายทอดผลงานของอัจฉริยะ บุคคลเหล่านี้
นักเรียนดนตรีคลาสสิกต้องทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกซ้อมอย่างมาก การฝึกซ้อมดนตรีจริงๆ นั้นต่างจากการเล่นมากๆ ไม่ไพเราะ แล้วก็ไม่สนุกเอาเสียเลย นักดนตรีจะต้องพิจารณาถึงปัญหาต่างๆ ของเครื่องดนตรี รวมไปถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทเพลง ต้องซ้อมซ้ำๆ จนมั่นใจว่าจะไม่มีอะไรติดขัดเมื่อถึงเวลาที่จะต้องแสดง เมื่อครั้งที่ผมไปเรียนดนตรีในต่างประเทศ ทางโรงเรียนจัดให้อยู่ในบ้านพักที่มีนักเรียนดนตรีสิบกว่าคน ทุกคนซ้อมดนตรีเฉลี่ยแล้วไม่ต่ำกว่าแปดชั่วโมงต่อวัน บางคนตื่นสายแล้วซ้อมไปจนดึกดื่น บางคนตื่นมาซ้อมแต่เช้ามืด บ้านหลังนั้นจึงมีแต่เสียงซ้อมดนตรีตลอดเวลา นักดนตรีจะเรียนรู้ถึงความอดทนเป็นสิ่งสำคัญ อดทนที่จะทำสิ่งที่ทำได้ยาก การมีสมาธิ มีสติที่จะต้องทำในสิ่งไม่สนุกนั้น เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของคนเรา ถ้ามีความอดทนในเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็น่าจะอดทนในเรื่องต่างๆ ที่ประสบพบในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสังคมในปัจจุบัน คงไม่มีใครเถียงว่า พวกเราต้องใช้ความอดทนสูงเพียงใด ที่จะรับข่าวสารที่ตรงกันข้ามกับความพึงพอใจของเราอยู่เสมอ
ทุกวันนี้ผมเล่นดนตรีอย่างมีความสุข ความสุขไม่ได้มาจากสินจ้างรางวัล หรือชื่อเสียงในสังคม การฝึกซ้อมดนตรีอย่างจริงจังมาตลอดชีวิต ทำให้ได้สัมผัสกับผลงานของคีตกวีชั้นยอดอย่างสม่ำเสมอ ผมเรียนรู้ที่จะหาความสุขจากการแปรเปลี่ยนของท่วงทำนองและเสียงประสาน รสชาติสีสันของเครื่องดนตรีต่างๆ ที่หลากหลาย ความสุขประเภทนี้ไม่ต้องดื่มด่ำด้วยสุราหรือยาเสพติด ไม่เสียสุขภาพ และที่สำคัญมีเงินทองแค่ไหนก็ซื้อความสุขแบบนี้ไม่ได้ แล้วจะวิ่งหาเงินมากมายกันไปทำไม
ชีวิตนักดนตรีคลาสสิกไปกันได้อย่างดีกับชีวิตที่เป็นครูอาจารย์ นักดนตรีคลาสสิกอย่างผมไม่สามารถแสดงดนตรีให้ดีได้ ถ้าไม่มีสติครบถ้วนสมบูรณ์ เราแทบจะไม่เคยพบว่านักดนตรีคลาสสิกดื่มสุราก่อนแสดง หรือว่าเป็นนักดนตรีที่เสียชีวิตจากการใช้ยาเสพติด ผมมีความสุขที่ได้เห็นนักเรียนของผมหน้าตาสดใสห่างไกลจากอบายมุขทั้งหลาย ดนตรีคลาสสิกทำให้ผมเห็นว่าความบันเทิงเริงรมย์นั้นไม่ได้สวนทางกับศีลธรรม และจริยธรรมไปเสียทั้งหมด
เคยมีปราชญ์กล่าวไว้ว่า ครูสอนในสิ่งที่ตนเองเป็นไม่ใช่เพียงแต่สอนในสิ่งที่ตนเองรู้ คราวนี้ต้องหันมามองระบบการศึกษาของเราว่าสอนคนให้ไปเป็นอะไร แล้วครูที่สอนนั้นควรจะมีลักษณะเป็นอย่างไร ผมคงจะต้องหาคำตอบสำหรับพิธีปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ในปีถัดไป ในขณะนี้คิดได้เพียงแต่ว่า เรียนจบไปแล้วจะทำอะไรก็ได้ขอให้มีความสุข แต่ความสุขของคนเรานี่มันอยู่ที่ไหนกันแน่ อยู่ที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่วัด ที่ตลาดหลักทรัพย์ หรืออยู่ที่ตัวเอง
Thursday, April 21, 2011
เรียนดนตรีจบแล้วจะไปทำงานอะไร
ถามครูสอนดนตรีอย่างเดียวคงไม่พอเสียแล้ว


8:09 AM
saxo1
Posted in:
0 ความคิดเห็น:
Post a Comment