Thursday, June 28, 2012

แท็บเล็ตป.1

นับตั้งแต่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ดำเนินการโครงการคอมพิวเตอร์มือถือสำหรับนักเรียนทุกคน (One Tablet PC Per Child) หรือแท็บเล็ตป.1เมื่อวันที่ 22 ก.พ.55

โครงการแท็บเล็ตป.1 ก็เป็นที่จับจ้องของสังคมอย่างต่อเนื่อง กระทั่งวันที่ 10 พ.ค.55 กระทรวงไอซีทีได้เซ็นสัญญาจัดซื้อแท็บเล็ตป.1กับ บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลลอปเมนต์ จำนวน 400,000 เครื่อง ซึ่งเป็นสัญญาประเภทสั่งซ้ำได้ในสเปกเดิมราคาเดิม เนื่องจากกระทรวงไอซีทีต้องสั่งซื้อประมาณ 1 ล้านเครื่อง

และ 22 พ.ค.55 สโคปส่งแท็บเล็ต 2,000 เครื่องตามทีโออาร์มาให้คณะกรรมการตรวจรับและตรวจสเปกของกระทรวงไอซีทีตรวจสอบ นับจากวันนั้นเกิดคำถามขึ้นมากมายเกี่ยวกับสเปกและทีโออาร์ที่มีความเข้าใจในการตีความแตกต่างกัน?

อาทิ กรณีปลั๊กไฟที่ระบุว่าต้องมีระบบสายดิน ซึ่งมีข้อกังขาว่าต้องเป็นปลั๊กแบบ 2 ขา หรือ 3 ขา ที่สุดแล้วคำตอบที่ได้คือตีความว่า “ปลั๊กไฟต้องสามารถประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้” นั่นคือปลั๊กแบบ 2 ขา

ขณะที่ประเด็นมาตรฐานการรับรองการแผ่กระจายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทีโออาร์ระบุไว้ว่าต้องเป็น CISPR 22 หรือ FCC (Federal Communications Commissions) หรือเทียบเท่า ซึ่งสโคปใช้มาตรฐานรับรองการแผ่กระจายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสากลตามมาตรฐานของ CE หรือ Conformite Europeene ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เทียบเท่ากับ FCC จึงถือว่าเป็นไปตามทีโออาร์

เวลานี้แท็บเล็ต 1 หมื่นเครื่องถึงไทยแล้วตั้งแต่ 22 มิ.ย.นี้และจะทยอยส่งมาเรื่อยๆ จนครบ 4 แสนเครื่องในวันที่ 18 ส.ค.นี้

ขณะที่การจัดส่งไปถึงมือเด็กป.1 จะเริ่มขึ้นในต้นเดือนก.ค.นี้ โดยเรียงตามตัวอักษรของชื่อจังหวัด และ “กระบี่” ก็เป็นจังหวัดแรกที่จะได้รับแท็บเล็ตป.1

อีกคำถามที่เกิดขึ้นคือ การเรียนการสอนของโรงเรียนที่จะได้รับแท็บเล็ตป.1ไปแจกเด็กๆ พร้อมหรือยัง ที่จะใช้แท็บเล็ต เพื่อเป็นสื่อดิจิทัลแบบหนึ่งในการเรียนการสอน?


ที่มา เดลินิวส์ วันพุธที่ 27 มิถุนายน 2555

Friday, June 8, 2012

GAT/PAT ครั้งที่ 1/2556





และแล้ว...กำหนดการจัดสอบ GAT-PAT ครั้งที่ 1 ปี 2556 ก็มาจนได้

กำหนดการจัดสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/2556
สำหรับการ Admissions ประจำปีการศึกษา 2556




สมัครสอบ  : วันที่ 2 - 30 กรกฎาคม 2555
ชำระเงิน : วันที่ 2 - 31 กรกฎาคม 2555
ประกาศเลขที่นั่งสอบ สถานที่สอบ : วันที่ 20 สิงหาคม 2555
พิมพ์บัตรเข้าห้องสอบ : วันที่ 20 สิงหาคม 2555
วันสอบ : วันที่ 6 - 9 ตุลาคม 2555
ประกาศผลสอบ : วันที่ 9 พฤศจิกายน 2555

โหลดไปอ่านเร็วคราบ.......คลิก

Saturday, February 4, 2012

ความสำคัญของภาวะครูผู้นำ

ความสำคัญของภาวะครูผู้นำ

ผู้นำ คือบุคคลที่ได้รับการมอบหมาย อาจโดยการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้ง และเป็นที่ยอมรับของสมาชิกให้มีอิทธิพลและบทบาทเหนือกลุ่ม สามารถที่จะจูงใจ ชักนำ หรือชี้นำให้สมาชิกของกลุ่มรวมพลังเพื่อปฏิบัติภารกิจต่างๆ ของกลุ่มให้สำเร็จ

ภาวะผู้นำ   หมายถึง กระบวนการต่างๆ ที่ผู้นำใช้รูปแบบของอิทธิพลระหว่างผู้นำ และสมาชิกในกลุ่ม หรือใช้อิทธิพลของตำแหน่งให้สมาชิกในกลุ่มปฏิบัติตาม เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของกลุ่ม ตามที่ได้กำหนดไว้

กระบวนการสำคัญที่ผู้นำใช้ ได้แก่ กระบวนการกลุ่ม กระบวนการเกลี้ยกล่อมจูงใจ กระบวนการติดต่อสื่อสาร  กระบวนการใช้อำนาจ อิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อม  กระบวนการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและผู้ตาม และระหว่างผู้ตามด้วยกันเอง  และกระบวนการประสานสัมพันธ์บทบาทต่างๆ ในกลุ่ม ตลอดจนการควบคุมชี้นำ กิจกรรมของกลุ่มเพื่อการบรรลุเป้าหมาย

ความหมายของภาวะผู้นำของครู
การศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับภาวะของผู้นำของครู ยังขาดการให้คำจำกัดความที่ชัดเจน การให้คำจำกัดความมีหลายแง่มุม และเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา  ยอร์ค-บาร์  และดุ๊กค์  ( York-Barr and Duke ,2004:260) สังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำของครู  และสรุปความหมายของภาวะผู้นำของครูที่พบในงานวิจัยไว้ดังนี้

1.   ภาวะผู้นำของครูในแง่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ ครูที่มีความเชียวชาญด้านการเรียนการสอน ใช้บทบาทของผู้นำเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ท่ามกลางครู และครูผู้นำเพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียนโดยมุ่งเน้นที่ความสำเร็จในการเรียนรู้ของผู้เรียน
2.   ภาวะผู้นำของครูในแง่ของการใช้พฤติกรรมผู้นำ  คือ การที่ครูผู้นำใช้พฤติกรรมครูผู้นำทั้งแบบเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ 4 ลักษณะ ได้แก่
1.   ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วม
2.   ภาวะผู้นำแบบมุ่งคุณภาพขององค์การ
3.   ภาวะผู้นำตามภาระกิจที่ปฏิบัติ
4.   ภาวะผู้นำแบบใช้บทบาทคู่ขนาน

ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วม ครูผู้นำให้ความสำคัญกับการปรึกษาหารือกับผู้ร่วมงาน  ใช้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ร่วมงานเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจ
   
   ภาวะผู้นำแบบมุ่งคุณภาพขององค์การ ครูผู้นำให้ความสำเร็จกับการพัฒนาองค์การด้วยการกำหนดเป้าหมายที่ท้าทาย แสวงหาวิธีการปรับปรุงการปฏิบัติงาน เน้นความเป็นเลิศ แสดงความเชื่อมั่น ว่าผู้ร่วมงานสามารถปฏิบัติงานที่มีมาตรฐานสูงได้

   ภาวะผู้นำกลุ่มตามภาระกิจที่ปฏิบัติ  ครูผู้นำใช้พฤติกรรมผู้นำให้สอดคล้องกับลักษณะของภารกิจที่ปฏิบัติและคุณลักษณะของกลุ่ม

   ภาวะผู้นำแบบใช้บทบาทคู่ขนาน  ครูผู้นำให้ความสำคัญกับกระบวนการในการสร้างความผูกพันให้ฝ่ายบริหารเข้ามาปฏิบัติการร่วมกัน เพื่อเป้าหมายสร้างศักยภาพให้กับโรงเรียน ด้วยการสร้างบรรยากาศของการไว้วางใจซึ่งกันและกันและการสื่อสารแบบเปิด

ความสำคัญของภาวะผู้นำ
การพัฒนาครูให้เป็นครูผู้นำ และใช้ภาวะผู้นำเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนในโรงเรียน ก่อให้เกิดประโยชน์ที่สำคัญ 4 ประการ
1.   การเปิดโอกาสให้ครูผู้นำได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสถานศึกษา  ฝ่ายบริหารไม่สามารถบริหารและจัดการการศึกษาโดยลำพัง  ต้องได้รับความร่วมมือและร่วมรับผิดชอบในภารกิจต่างๆ  จากทุกฝ่าย โดยครูผู้นำเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดทีมผู้สอนที่มีความผูกพัน และเต็มใจในการปฏิบัติการสอนแบบมืออาชีพ และเป็นเครือข่ายในการช่วยเหลือและส่งเสริมครูคนอื่น  ครูผู้นำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการนำวิสัยทัศน์และนโยบายของโรงเรียนไปสู่การปฏิบัติ
2.   การเพิ่มศักยภาพเกี่ยวกับการสอนและการเรียนรู้ รูปแบบการพัฒนาครูที่เน้นให้ครูผู้นำซึ่งเชี่ยวชาญด้านการสอนให้คำชี้นำและให้คำปรึกษาครูคนอื่น  ตลอดจนร่วมคิดร่วมปฏิบัติภารกิจแบบกัลยาณมิตรระหว่างครูผู้นำและครู  ช่วยสลายบรรยากาศและวิธีการทำงาน แบบต่างคนต่างอยู่ของครูและช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการทำงานร่วมกัน เพื่อไปสู่ความเชี่ยวชาญและความเป็นเลิศด้านการสอน
3.   การประกาศเกียรติคุณ การสร้างโอกาสของความก้าวหน้าในวิชาชีพและรางวัลสำหรับครูที่มีภาวะผู้นำ ครูผู้นำเป็นศูนย์กลางในการสร้างเครือข่าย เพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญทางการสอนให้ครูคนอื่น จึงทำให้ความรู้และประสบการณ์ของครูผู้นำลึกซึ้ง่ และนำไปปฏิบัติได้จริงจนเป็นที่ประจักษ์  จึงเป็นไปได้ที่ครูผู้นำจะมีโอกาศได้รับการยกย่อง และเชิดชูเกียรติ  และเป็นสิ่งกระตุ้นให้ครูคนอื่นเกิดแรงจูงใจในการพัฒนาภาวะผู้นำของตน  ทำให้วงการวิชาชีพครูมีครูที่มีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญด้านการสอนเพิ่มขึ้น  ครูเหล่านี้ จะเป็นกำลังสำคัญสำหรับการพัฒนาวิชาชีพครูต่อไป
4.   การเป็นตัวแบบสำหรับครูผู้นำแบบประชาธิปไตย ให้กับผู้เรียน  ถ้าโรงเรียนใช้ภาวะผู้นำของครูเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการการศึกษา ย่อมทำให้ผู้เรียนได้เห็นเป็นตัวแบบของสังคมประชาธิปไตยในโรงเรียนที่เน้นการมีส่วนร่วมและการสื่อสารแบบเปิด เพื่อการปฏิบัติภารกิจไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

บทบาทครูผู้นำ

การประสานงานและการจัดการ
1.   ประสานงานตามภารกิจประจำวัน และประสานงานในหตุการณ์พิเศษ
2.   มีส่วนร่วมในการประชุมและการทำงานเชิงบริหาร
3.   กำกับตรวจสอบเพื่อปรับปรุงการทำงาน และการจัดการกับความขัดแย้ง

งานเกี่ยวกับหลักสูตรสถานศึกษาและหลักสูตรท้องถิ่น
1.   กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้และมาตรฐานการเรียนรู้
2.   เลือกและพัฒนาหลักสูตร

งานพัฒนาวิชาชีพครูให้กับเพื่อนร่วมงาน
1.   เป็นครูพี่เลี้ยงให้กับครูคนอื่น
2.   เป็นผู้นำในการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ
3.   ให้เวลากับการประชุมกลุ่มย่อมกับเพื่อนครูในการแนะนำและสอนงาน
4.   เป็นตัวแบบและให้การสนับสนุนความก้าวหน้าในวิชาชีพ

การมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการพัฒนาโรงเรียน
1.   มีส่วนร่วมในการตัดสินใจระดับนโยบายของโรงเรียน
2.   อำนวยความสะดวกให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ในหมู่ครูภายใต้กระบวนการบริหารจัดการของโรงเรียน
3.   ทำงานกับเพื่อนครูเพื่อการเปลี่ยนแปลงของสถานศึกษาในทางที่ดีกว่าเดิม
4.   มีส่วนร่วมในการวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
5.   เผชิญอุปสรรคและชักชวนให้เกิดการรวมพลังสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาภายใต้วัฒนธรรมและโครงสร้างขององค์การ

การมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองและชุมชน
1.   สร้างสัมพันธ์กับผู้ปกครองและส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับโรงเรียน
2.   สร้างพันธกิจกับธุรกิจชุมชน
3.   ทำงานกับชุมชนและองค์การชุมชน

การส่งเสริมวิชาชีพครู
1.   มีส่วนร่วมกับองค์การวิชาชีพ
2.   มีส่วนร่วมกับการเมืองภาคประชาชน

การมีส่วนร่วมกับสถานบันผลิตครู
1.   สร้างพันธกิจกับสถานบันผลิตครูเพื่อพัฒนาผู้ที่ต้องการประกอบวิชาชีพครู

คุณลักษณะของครูผู้นำในฐานะครู
1.   การมีประสบการณ์ตรงในวิชาที่สอน มีทักษะการสอนที่ดีเยี่ยม
2.   การมีความรู้ที่กว้างขวางและลึกซึ้งเกี่ยวกับการสอนและการเรียนรู้หลักสูตรและเนื้อหาในวิชาที่สอน
3.   การบ่มเพาะบุคลิกภาพความเป็นครู
4.   การมีหลักปรัชญาการศึกษาที่แจ่มชัดของตน
5.   การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นนักพัฒนานวัตกรรม ใฝ่รู้ กล้าคิด กล้าทำ  เรียนรู้ตลอดชีวิตและศรัทธาในอาชีพครู
6.   การมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน
7.   การได้รับการยอมรับนับถือจากเพื่อนร่วมงานในความสามารถ
8.   การใส่ใจต่อความคิดและความรู้สึกของผู้อื่น
9.   การมีความคิดที่ยืดหยุ่นและใจกว้าง
10.   การมีความมุ่งมั่น  การมีความสามารถในการจัดการกับภาระงาน  มีทักษะในการบริหารจัดการ

คุณลักษณะของครูผู้นำในบทบาทของผู้นำ
1.   การสร้างความเชื่อถือ การช่วยเหลือส่งเสริมเพื่อนร่วมงาน  การสร้างสัมพันธภาพที่มั่นคงกับเพื่อนร่วมงาน
2.   การทำงานแบบทีมกัลยาณมิตร การมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมของโรงเรียนโดยผ่านสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูและบุคลากรในโรงเรียน
3.   การมีสมรรถภาพในการสื่อสารและทักษะในการฟัง
4.   การมีความสามารถในการจัดการกับความขัดแย้ง สามารถทำให้เกิดการเจรจา และเกิดการปรองดอง
5.   การดำเนินการแบบเป็นระบบมีขั้นตอนการทำงาน
6.   การมีทักษะกระบวนการกลุ่ม
7.   การมีความสามารถในการประเมิน ตีความ จัดอันดับความสำคัญ
8.   การมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับนโยบายและแผนงานสำคัญของโรงเรียน
9.   การมีความสามารถในการคาดการณ์ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจโดยผู้บริหารและครู



พิมพ์โดย ครูอ้น 
ที่มา แนวการศึกษาชุดวิชา ประสบการณ์วิชาชีพปรกกาศนียบัตรบัณฑิตหลักสูตรและการสอน มสธ.

Wednesday, January 4, 2012

โครงการทูตความดีแห่งประเทศไทย

 เนื่องจากปัญหาอุทกภัย โครงการทูตความดีแห่งประเทศไทยปี 2 (D Ambassador Season II) จึงขยายเวลาปิดรับสมัครไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2554 นี้ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา อายุ 15-25 ปี ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษาทั่วประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยในครั้งนี้ ได้มีโอกาสเข้าร่วมขบวนการก่อการดีกันได้อย่างทั่วถึง

         โครงการทูตความดีแห่งประเทศไทยปี 2 ได้เปิดรับเยาวชนทั้งที่อยู่ในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษา อายุระหว่าง 15-25 ปี ร่วมส่ง VDO Clip ความยาวไม่เกิน 3 นาที ในหัวข้อ “ทำไมต้องเลือกคุณเข้ามาแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน” หรือหัวข้อ“ทำไมต้องเลือกคุณเข้ามาเป็นทูตความดี” หมดเขตส่งผลงานภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2554

         อัพโหลดคลิปในเว็บไซต์ www.do-d-club.com หรือเขียนบอกเล่าความยาวไม่เกิน 1หน้ากระดาษ A4ส่งพร้อมรูปถ่ายทางไปรษณีย์ ณ สำนักงานทูตความดีแห่งประเทศไทย บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่น จำกัด ชั้น 22 อาคารอัมรินทร์ พลาซ่า เลขที่ 496-502ถนนเพลินจิต เขตปทุมวัน กทม 10330 หมายเลขโทรศัพท์             02 6102364      โดยสามารถส่งผลงานแบบเดี่ยวหรือทีมก็ได้

        ผู้ชนะเลิศทูตความดีแห่งประเทศไทย จะได้รับรางวัลพระราชทานจากสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 100,000 บาท คอร์สเรียนภาษาจีนที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน 1 เดือน ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ พร้อมที่พัก โดยการสนับสนุนของสถานีโทรทัศน์ไทย-จีน TCCTV รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 จะได้รับถ้วยรางวัล พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 50,000 บาท และ 30,000 บาทตามลำดับ

อ่านเพิ่มครับ 

Thursday, December 29, 2011

อยากจะกลับไปเป็นเด็กครับ...

อยากจะกลับไปเป็นเด็กครับ....การเป็นผู้ใหญ่มันไม่ง่ายเลย
                     ก็จะวันเด็กเเล้วนะครับน้องๆทั้งหลายเเต่ก็ไม่รู้ว่าโรงเรียนจะจัดอะไรบ้าง.....ก็คำว่าเด็กของคนไทยที่เค้ากำหนดนะครับ ก็น่าจะระหว่าง 7-14 รึเปล่าไม่เเน่ใจ เเต่ไม่โสนอ่ะ เค้ายังเป็นเด็กอยู่ถึงหน้าจะเเก่ก็นะ ฮี่ๆๆ เเต่ใจยังเด็กอยู่ อ่ะนะ...........นี่ก็มีคำขวัญออกมาเเล้วนะครับ คำขวัญวันเด็กปีนี้ พี่ก็อ่านไม่ออกหรอกอะไรไม่รู้ยึกยือๆ อ่านเองหล่ะกัน 



ก็ท่าจำยากก็จำคำขวัญของนายกอุดมเอาง่ายดีนะครับ.....ฮ่าๆๆ

แท็บเล็ตๆจะมาเเล้วๆ......เเล้วข้าจะได้ใช่ชิมิ

           อ่าหลังจากดู นม..อุ..โด๊ด มานะครับเรื่อง แท็บเล็ต นี่เเหละ เคยไปเถียงกับคนในโครงการ istudy มาสงสัยญาติเค้าอยู่ในสภามันบอกว่าพี่เขียนไร้สาระ ไม่นะไม่ไร้สาระสักหน่อยเเค่เขียน ว่า ที่ข่าวเค้าบอกว่าไทยจะจับมือกับ apple นำเข้าเเท็บเล็ตขอ apple พี่เลยเขียนไป.......ขนาด แท็บเล็ต ที่สั่งจากจีนยังไม่ได้เเล้วจะจับมือกับ apple ทำไม(ตอนนั้นตกข่าววันนี้เลยเอาข่าวมาให้ใหม่ครับ)
จาดเว็บๆนึง
ศธ.เดินหน้าแจกแท็บเล็ต ป.1 กว่า 4 แสนคนหลังสำนักงบฯไฟเขียวให้เงินตามที่ขอ 1.6 พันล้าน ชี้ชัดให้เด็กใช้เฉพาะใน ร.ร.ไม่นำกลับบ้าน ปลัด ศธ.เชื่อแนวทางรัฐบาลไม่หยุดแค่แจกให้ป.1 แต่จะทำในช่วงชั้นอื่น ๆ พร้อมเผย คกก.บริการนโยบายฯ ที่นายกฯ ตั้งขึ้นจะมี 4 อนุกรรมการที่ดูแลทางด้านวิชาการ การสรรหาแท็บเล็ต เครือข่าย และความเหมาะสมของข้อมูล ร่วมทำงานด้วย

น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า สำนักงบประมาณอนุมัติตามที่ ศธ. เสนอของบประมาณจัดซื้อคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตแบบพกพาของนักเรียนชั้นประถมศึกษา (ป.) ปีที่ 1 จำนวน 1,623 ล้านบาท สำหรับนักเรียนทั้งหมด 477,561 คน คิดเป็น 62% ของนักเรียนชั้นป.1 สังกัด ศธ. แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 347,000 คน คิดเป็น 58% ของนักเรียนทั้งหมดในสังกัด สพฐ.ใช้งบประมาณ 1,182 ล้านบาท สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 125,000 คน ใช้งบประมาณ 428 คิดเป็น 74% ของนักเรียนสังกัด สช.ทั้งหมด และโรงเรียนสาธิต สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จำนวน 3,791 คน ใช้งบประมาณ 12 ล้านบาทซึ่งสามารถแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนสาธิตได้ 100%

สำหรับราคาต่อเครื่องที่เสนอไปยังสำนักงบประมาณอยู่ที่ 3,400 บาท แบ่งเป็นค่าตัวเครื่อง 3,100 บาท ค่าบรรจุองค์ความรู้ที่จะใส่ในแท็บเล็ต 300 บาท และจะให้นักเรียนใช้ยืมเรียนที่โรงเรียนแทนการนำกลับไปบ้านเพราะเกรงจะมีปัญหาการดูแลรักษา ขณะเดียวกันในส่วนของครู ก็ได้เจรจากับทางบริษัทที่มานำเสนอซึ่งส่วนใหญ่ระบุว่าหากมีการสั่งซื้อแท็บเล็ตจำนวนมากก็จะจัดสรรเครื่องแท็บเล็ตเพิ่มเติมให้ครูพร้อมกับอบรมการใช้ด้วย โดยคาดว่าจะได้ตัวเครื่องประมาณเดือนกุมภาพันธ์เพื่อให้ทันใช้เรียนเมื่อเปิดภาคเรียนวันที่ 17 พฤษภาคม 2555

ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้นายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการบริการนโยบาย 1 คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ต่อ 1 นักเรียน โดย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และนาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นรองประธานกรรมการ ซึ่งมีหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติ สำหรับนโยบายคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต เพื่อใช้ในโรงเรียนรวมถึงพัฒนาหลักสูตร และรูปแบบอิเลกทรอนิกส์ที่จำเป็นในการสนับสนุนและบริการเครือข่ายไร้สาย การใช้งานคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต และการดำเนินงานงบประมาณและประสานร่วมกับส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยการตั้งคณะกรรมการฯ ชุดนี้ขึ้นมาน่าจะหมายถึงนโยบายการแจกแท็บเล็ตไม่ได้หมายถึงเฉพาะชั้น ป.1 เท่านั้น แต่หมายถึงการเดินหน้าแจกแท็บเล็ตในช่วงอื่น ๆ ด้วย

ทั้งนี้ ภายใต้คณะกรรมการฯ จะมีคณะอนุกรรมการที่ดูแลด้านต่าง ๆ อีก 4 คณะได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการด้านวิชาการ มีนายโอฬาร ชัยประวัติ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน 2.คณะอนุกรรมการด้านการสรรหาคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต มีนายสุเมธ แย้มนุ่น อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาธิการ กกอ.) เป็นประธาน 3.คณะอนุกรรมการด้านการประสานสื่อสร้างสรรค์ และโครงข่าย มี นายสุเมธ เป็นประธานเช่นกัน และ4.คณะอนุกรรมการด้านความเหมาะสมและความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูล มีปลัด ศธ. เป็นประธาน

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 ธันวาคม 2554

GOOGLE + มาลองเล่นกันสิ......

                      หลังจากที่เคยเอาลงเมื่อนานมาเเล้วเเต่ไม่มีใครสนใจนะครับ ผมว่ารู้จักเเต่ facebook เลยเล่นเเต่ facebook เเต่ครั้งนี้จะขอเเนะนำ weapon ที่ google นำมาต่อสู้กับ facebook ครับ เป็นอะไรที่น่าลองดูครับเพราะหลังจากที่ face ถือกำเนิด google ก็ไม่น้อยหน้าเเละให้กำเนิดเว็บ social netwokes ตัวใหม่ขึ้นมาทันที่ครับ นั่นคือ Google+ (Google Plus) Google + ใช้ชื่อ Tagline เอาไว้ว่า “Real-life sharing, rethought for the web” ซึ่งแน่นอนนี่คือคำเฉลยของข้อมูลจากปุ่ม Google+ ที่ออกมาก่อนหน้านี้
จะเห็นว่าใน Google + นั้นมีการใช้คำว่า +Circles คือระบบเพื่อนนั่นเองที่จะสามารถสร้างกลุ่มเพื่อนเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ และสามารถกำหนดเป็นกลุ่มๆได้ อย่างเช่น “เพื่อน”, “ครอบครัว” และกำหนดจำนวนคนในกลุ่มได้มากกว่า 100 คนเพื่อใช้พูดคุยกันบนโลกออนไลน์ได้
ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องของการพูดคุยกันใน Google + โดยจะทีการใช้ชื่อว่า +Sparks ที่มันจะคอยทำหน้าที่กำหนดสิ่งที่เราสนใจต่างๆเพื่อเข้าไปแชร์ ดูข้อมูลหรือสนทนาได้ (แบบ Group ) ยกตัวอย่างเช่นเราสนใจเรื่อง “รถยนต์”, “การ์ตูน”, “แฟชั่น” เป็นต้น ซึ่งเราสามารถระบุสิ่งที่ชื่นชอบเหล่านั้นได้แล้วก็จะมีข้อมูล feed เข้ามาให้เราได้ดู คล้ายหลักการการเป็น Fan ของ Facebook นั้นเองที่เรากด Like แล้วเมื่อต้นทางมีการอัพเดทข้อมูลเราก็จะได้เห็นด้วย แต่ +Sparks จะดึงข้อมูลจาก Internet ที่มากกว่าผ่านปุ่ม Google + เข้ามาแสดงผลด้วยซึ่งมันรองรับภาษาถึง 40 ภาษาในช่วงการเปิดตัวนี้เลย
ฟีเจอร์ต่อไปนี้ถือว่าหลายคนคงชื่นชอบนั้นคือ +Hangouts ฟังชื่อก็รู้แล้วว่ามันต้องเจ๋งแน่ๆ เพราะมันเป็นการกำหนดอนาคตว่าเราต้องการจะไปปาร์ตี้ (ไปทำอะไรก็แล้วแต่) โดยเพื่อนๆสามารถเห็นว่าเรา “ว่าง” พร้อมที่จะออกไปสนุกสนานเรียกให้เพื่อนๆเข้ามาสนุกกับเราด้วย หรือจะเรียกว่ามันคือฟีเจอร์นัดพบก็ว่าได้ แต่มันก็ไม่จำเป็นแค่เพื่อนเท่านั้นที่จะมาเจอกัน เพื่อนของเพื่อนหรือจะใครต่อใครก็ได้เช่นกัน
ขาดไม่ได้เลยในยุคนี้คือ Chat และแน่นอน Google ให้ความสำคัญกับฟีเจอร์นี้พอสมควรโดยใช้ชื่อฟีเจอร์นี้ว่า + Huddle ซึ่งมันสามารถทำการพูดคุยกันเป็นกลุ่มๆได้ด้วยเหมาะสำหรับการทำเป็น Gang ซึ่งถ้าหลายคนเคยใช้งาน BlackBerry Messenger คงคุ้นกับการสนทนาเป็น Group messaging นี้ดี
และเพื่อให้ Google + สมบูรณ์แบบก็จะต้องมีบนมือถือด้วยโดย Google + พร้อมให้ดาวน์โหลดไปใช้บนมือถือที่เรียกว่า +Mobile โดยมีฟีเจอร์ต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นครบสมบูรณ์บนมือถือกันเลย ซึ่งในอนาคตมันคงจะเข้าไปอยู่บนระบบ Android ที่เป็นระบบปฏิบัติการบนมือถือของ Google อีกด้วย โดยไปดาวน์โหลดมาใช้งานกันได้แล้วที่ A ndroid market
ว่าแล้วก็ไปลองใช้ Social Networks ตัวล่าสุดนี้กันเลยว่าจะสู้ Facebook อย่างที่ทาง Google คาดหวังไว้หรือไม่
ม่ะ มาดูหน้าตามันกัน



สำหรับคนไหนที่อยากลองเล่นก็บอกนะครับเด๋วจักส่ง intive ให้โพส gmail ไว้ได้เลย ตามนี้ครับ  page Band

Saturday, November 19, 2011

Snow coming



Snow coming 
เฮ้ยน้องๆสวัสดีนะคราบ.......
วันนี้ก็เอาภาพ ของ snow ที่ทุกคนเคยถาม....
เเต่อันนี้มันมานิดๆนะครับ.....ถ้าเจอโหดต้องพี่ ปุกกี้เลย ครับ ใกล้ canada 
อะเอาไปดูนิดๆหน่อยๆเห็นหลายคนอวยพรให้หิมะกัดพี่มากเหลือเกินจะได้ขาวใช่ม่ะ....ฮ่าๆๆ ไม่มีวัน never















ดูเเล้วมาอ่าน หิมะเกิดได้ยังไง

             หิมะมักจะเป็นผลมาจากอากาศร้อนที่เกี่ยวข้องกับ พายุไซโคลน extratropical ( ความดันต่ำ พื้นที่ในแผนภาพข้างต้น) ที่ไหลขึ้นและมากกว่าอากาศเย็นที่อยู่รอบ ๆ ส่วนหนึ่งของพายุไซโคลน 
อากาศที่ถูกยกขึ้นมารวมกับความอุดมสมบูรณ์ ของไอน้ำ จากมวลอากาศอุ่นอากาศที่เพิ่มขึ้นมาจากสาเหตุ เมฆ ในรูปแบบ น้ำเมฆ (หรือน้ำแข็งเมฆ) ที่เก็บรวบรวมโดยอนุภาคน้ำแข็งที่ลดลงซึ่งเติบโตเป็นน้ำซุปเปอร์เมฆเย็นค้างลงบนพวกเขา (แม้ในอุณหภูมิที่ต่ำเป็น -40 องศา F, หยดน้ำเล็ก ๆ ยังคงเมฆของเหลวจนกว่าพวกเขาจะกลายเป็นที่แนบมากับอนุภาคน้ำแข็งและแล้วพวกเขาตรึง.) 
อนุภาคน้ำแข็งนอกจากนี้ยังมีการเจริญเติบโตเป็นบางส่วนของไอน้ำในอากาศที่ล้อมรอบเก็บรวบรวมและ freezes กับพวกเขา 
ล้มอนุภาคน้ำแข็งในเมฆเจริญเติบโตและการรวมกันเพื่อที่จะกลายเป็นขนาดใหญ่ (รวมเรียกว่า) ว่าความเร็วในการตกของพวกเขาสูงกว่าความเร็วลมที่ไหลขึ้นในก้อนเมฆและพวกเขาแล้วตกออกด้านล่างของเมฆที่ถึงพื้นดินถ้าพวกเขาทำ ไม่ re - ระเหย 
น้ำมากขึ้นจะมีไอระเหยสามารถใช้ได้กับเมฆและที่แข็งแกร่ง updrafts ที่ทำให้เกิดไอน้ำนี้จะ รวมตัว เป็นอนุภาคน้ำหรือน้ำแข็งก้อนเมฆที่มีโอกาสมากขึ้นก็เป็นหิมะที่จะฟอร์มภายในเมฆและที่สะสมหิมะอาจจะ ขนาดใหญ่ 
ดังนั้นเย็นวันที่มีเมฆกับมีหิมะตกไม่มีการระบุว่ามีทั้งไอน้ำไม่เพียงพอที่จะเมฆหรือว่าการเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นในการสร้างเมฆไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดหิมะ (หรือทั้งสอง) ผลหิมะหนักจากไอน้ำที่อุดมสมบูรณ์ร่วมกับการเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นแข็งแกร่งและถาวรในเมฆ 
หิมะยังสามารถฟอร์มจากอากาศหนาวเย็นมากไหลผ่านขนาดใหญ่ที่ปราศจากน้ำแข็งในทะเลสาบสถานการณ์ที่เรียกว่า ทะเลสาบผลหิมะ . 
ในพื้นที่ภูเขาอากาศถูกบังคับให้เพิ่มขึ้นเป็นกระแสขึ้นและมากกว่าภูเขาที่สามารถทำให้เกิดการสะสมปริมาณหิมะขนาดใหญ่ ปริมาณน้ำฝนที่เกิดจากภูเขานี้บังคับ - ขึ้นจะเรียกว่าฝน orographic ในพื้นที่ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นที่ด้านใต้ลมของภูเขาหิมะมักจะได้รับน้อยหรือไม่มีเลยเนื่องจากส่วนใหญ่ของไอน้ำในอากาศได้ถูกลบออกเป็นหิมะในด้านเหนือลมของภูเขา
From

Wednesday, November 2, 2011

ท่องโลกกว้าง

          ก็เป็นเวลาประมาณ 2 เดือนกว่าๆนะครับที่ได้มาอยู่ที่นี่ Minnesota ไม่ได้อยู่ในเมืองนะครัยอยู่นอกเมืองมันก็ไม่ได้สนึกซักเท่าไหร่นะ.......ฮี่ๆๆ   เครียจเรื่องงานมากกว่า เเล้วก็เกี่ยวกับการคุยที่ยังรู้บ้างไม่รู้บ้างก็ใช้ทั้งมือในการสื่อสารซักวันจะลองใช้อย่างอื่น ฮี่ๆๆ......ใช้ปากกาเขียนๆ นั่นเเน่

เอารูปไปดูดีกว่าอย่ามัวเเต่อ่านเลยเนอะ
            อันนี้หนังสือหนามากๆ ยังมีอีกนะ

อันนี้ได้ไปเที่ยวงานไรไม่รู้ลืมชื่อ










สาวน่ารักเอิ๊กๆๆๆๆ

อันนี้สวนสนุกใน mall american สวนสนุกอยู่ใน Mall อ่ะ ใหญ่มักๆ



อะนี้เป็นตัวต่อ lago สร้างจาก lago ทั้งหมด

ปิดท้ายด้วยนี่เลยฮ่าๆๆ
    นำเเสดงโดย กะผมเองคราบ...... ตัดต่อเอง ถ่อยเอง(เเบบกากๆ)



นานจะมีเวลาเขียนครับเเล้วเจอกันใหม่นะคราบ.....

Thursday, September 8, 2011

เทคนิคออกกำลังสมอง



เทคนิคออกกำลังสมอง                

                  ยังเป็นที่น่าสงสัยว่ามนุษย์นั้นแตกต่างจากสัตว์ตรงไหน ถ้าพูดตามพุทธศาสนา เราต่างกับสัตว์ที่จิต แต่ถ้าพูดในแย่วิทยาศาสตร์ แน่นอนย่อมต่างกันที่สมอง เพราะสมองนั้นถือว่าเป็นอวัยวะสั่งการการทำงานของคนเรา ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าต้องดูแลรักษาให้ดีที่สุด อย่าให้เสื่อมก่อนวัยอันควร ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีอัตราของคนที่เป็นโรคสมองเสื่อมก่อนวัยอันควร ในอายุที่น้อยลง ดังนั้น เราจะมาดูแลสมองของเราด้วยกัน 9 วิธีง่ายๆ เพื่อดูแลสุขภาพสมองของเราให้สมบูรณ์


1. เรานอนหลับไปโดยไม่ได้รับประทานอะไรเข้าไปเป็นเวลา 7-8 ชั่วโมงแน่นอนร่างกายย่อยต้องการอาหารเป็นธรรมดา เพระาฉนั้นมือเช้าถือว่าสำคัญมาก ควรที่จะรับประทานอาหารเช้าเป็นกิจวัตร จะช่วยให้รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ และมีสารอาหารไปเลี้ยงสมองอย่างพอเพียง


2. การรับประทานอาหารเร็วทำให้ทานอาหารเยอะ เพราะร่ายการยังไม่ได้บอกว่าอิ่มเราก็กินเข้าไปเยอะแล้ว ทานอาหารแต่พอดี ไม่มากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดในสมองไม่แข็งตัวซึ่งทำให้เกิดโรคความจำสั้น


3.ไม่สูบบุหรี่ บุหรี่เป็นอีกตัวการสำคัญที่จะไปทำลายเซลล์ของเนื้อสมอง ทำให้เกิดโรคสมองฝ่อได้ง่าย


4. ลดของหวาน การกินของหวานมากไม่เพียงทำให้เกิดโรคอ้วนแล้ว ของหวานมากๆยังไปยับยั้งการดูดกลืนของโปรตีนและสารอาหารที่มีประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารในสมอง


5. หลีกเลี่ยงมลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุด การสูดอากาศที่มีมลภาวะมากเกินไปจะทำให้ ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

6. ควรนอนให้เพียงพอ และไม่นอนคลุมโปง การอดนอนมากๆจะทำให้เซลล์สอมงตาย ส่วนการคลุมโปงจะทำให้ลดออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย


7. ไม่ใช้สมองยามป่วย การฝืนสังขารไม่เป็นผลดี กลับจะทำให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง ส่งผลต่อสมองในระยะยาว


8. บริหารสมองเป็นนิจ คิดในเรื่องสร้างสรรค์ หรือ หัดทำเกมบริหารสมองเป็นต้น


9. พูดคุยสังสรรค์กับผู้คนในหัวข้อที่รื่นรมณ์ เพราะการพูดเป็นตัวแสดงประสิทธิภาพของสมองเนื่องจากต้องขบคิดประเด็นที่จะต่อยอดการสนทนา แต่ถ้าไปพูดเรื่องไม่มีก็อาจทำให้เกิดความเครียสขึ้นได้นั้นเอง


หลักการง่ายๆ ที่ช่วยบำรุงสมองให้มีการออกกำลังสมองอยู่ตลอดเวลานั้นเอง 



Wednesday, September 7, 2011

ยุติมหาลัยออกระบบ ต้องยกเลิก กม.เกษียณ


“ประสาท” แนะ "วรวัจน์" ถ้าไม่ให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ต้องไปยกเลิกมติ ครม.เรื่องยุบเลิกอัตราเกษียณอายุราชการ "มข." เบรกหัวคะมำ หลังเตรียมตัวออกนอกระบบมานาน 
ตามที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายไม่สนับสนุนการปรับเปลี่ยนสถานภาพของมหาวิทยาลัยไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือการออกนอกระบบ เนื่องจากเป็นการผลักภาระค่าใช้จ่ายให้กับนิสิต นักศึกษาและผู้ปกครองนั้น ศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลยืนยันว่าจะไม่สนับสนุนการออกนอกระบบ จะต้องไปยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี 2542 เรื่องผลการดำเนินการของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เกี่ยวกับอัตราที่ยกเลิกจากผลการเกษียณอายุราชการปีงบประมาณ 2541 เนื่องจากมติดังกล่าวส่งผลให้สถานภาพของบุคลากรในมหาวิทยาลัยเปลี่ยนไปจากเดิม ที่ส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยแทน และจำนวนพนักงานมหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่มีอัตราบรรจุเป็นข้าราชการ ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ มีปัญหาการบริหารจัดการที่ไม่คล่องตัว และไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะมีบุคลากร 2 สถานะอยู่รวมกัน คือ ข้าราชการและพนักงาน ขณะที่ระบบการทำงานยังต้องยึดติดกับระบบราชการเป็นหลัก ดังนั้นถ้ายกเลิกมติ ครม.นี้จะทำให้การบริหารงานคล่องตัวมากขึ้น
ด้าน รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวว่า มข.พร้อมที่จะออกนอกระบบเพื่อการบริหารจัดการคล่องตัว และคิดว่าออกนอกระบบไปแล้วจะมีผลทำให้ค่าหน่วยกิตแพงขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยเน้นให้คนยากจนได้เรียนในมหาวิทยาลัย รวมทั้งยังมีทุนการศึกษาให้กับนักศึกษามาตลอด แต่ถ้ารัฐบาลมีนโยบายไม่สนับสนุนการออกนอกระบบ ทางมหาวิทยาลัยจะต้องมาทบทวนเรื่องนี้อีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป.

ที่มา ไทยโพสต์ วันที่ 7 กันยายน 2554

ผลสำรวจเรื่อง "นศ. ปี 4 กับเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท"


นักศึกษาปี 4 69.4% เชื่อนโยบายเงินเดือน 15,000 กระทบต่อการหางาน 
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลสำรวจความคิดเห็นของนิสิต นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่เรียนอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาทั้งรัฐและเอกชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลจำนวน 1,185 คน พบว่าส่วนใหญ่เมื่อเรียนจบแล้วอยากทำงานในหน่วยงานเอกชน (ร้อยละ 39.6) รองลงมา คือ ประกอบธุรกิจส่วนตัว (ร้อยละ 25.7) หน่วยงานราชการ (ร้อยละ 18.2) และรัฐวิสาหกิจ (ร้อยละ 16.5) ตามลำดับ
ทั้งนี้ นิสิตนักศึกษาร้อยละ 41.9 ไม่แน่ใจในนโยบายของรัฐบาล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ให้ผู้ทำงานวุฒิปริญญาตรีมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท ว่าจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ ในขณะที่ ร้อยละ 29.5 เชื่อว่าทำได้ และร้อยละ 28.6 เชื่อว่าทำไม่ได้
อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางที่รัฐบาลจะดำเนินนโยบายดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น การให้เริ่มมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป (เห็นด้วยร้อยละ 61.7) การใช้คุณภาพของบัณฑิตเป็นตัวชี้วัดว่าใครควรจะได้ค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท (เห็นด้วยร้อยละ 57.1) และสำหรับผู้มีวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปแต่รายได้ยังต่ำกว่า 15,000 บาทใช้วิธีเพิ่มค่าครองชีพ เพื่อให้ได้รับเงินเดือนรวมแล้วเป็น 15,000 บาท ต่อเดือน (เห็นด้วยร้อยละ 56.9)
นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่เห็นว่าหากนโยบายข้างต้นมีผลบังคับใช้จริงจะส่งผลกระทบต่อการหางานเมื่อจบการศึกษาถึง ร้อยละ 69.4 (ได้แก่ อาจทำให้หางานยากขึ้น และเกณฑ์ในการรับสมัครน่าจะเข้มขึ้น ฯลฯ) ขณะที่ร้อยละ 30.6 ระบุว่าไม่ส่งผลกระทบ (โดยให้เหตุผลว่า เรียนในสาขาที่มีงานรองรับอยู่แล้ว มีสถานประกอบการเยอะ และตั้งใจจะเรียนต่อปริญญาโท ฯลฯ)
สำหรับความกังวลต่อนโยบายดังกล่าวคือกังวลว่าบริษัทเอกชนจะเปิดรับผู้ที่จบปริญญาตรีเข้าทำงานลดลงร้อยละ 30.0 รองลงมาคือกลัวจะถูกเลิกจ้างเมื่อทำงานไปได้ระยะหนึ่งเพราะหน่วยงานแบกรับภาระเรื่องค่าจ้างไม่ไหวร้อยละ 18.5 และกลัวจะไม่มีงานทำและว่างงานร้อยละ 17.9
ส่วนเรื่องที่อยากฝากบอกรัฐบาล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มากที่สุดคือ ให้เร่งทำทุกนโยบายให้เป็นจริงตามที่ได้หาเสียงไว้ร้อยละ 33.0 รองลงมาคือ ให้ประเทศพัฒนายิ่งขึ้น และนึกถึงประโยชน์ของประชาชนมาก่อนร้อยละ 12.0 และให้ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ร้อยละ 10.4

ดังรายละเอียดในตารางต่อไปนี้
1. หน่วยงานที่นิสิตนักศึกษาอยากจะทำงานเมื่อเรียนจบแล้ว คือ
- เอกชน ร้อยละ 39.6
- ประกอบธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 25.7
- ราชการ ร้อยละ 18.2
- รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.5

2. ความเชื่อมั่นที่มีต่อนโยบายของรัฐบาล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ให้ผู้ทำงานวุฒิปริญญาตรีมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท คือ
- เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 29.5
- เชื่อว่าทำไม่ได้ ร้อยละ 28.6
- ไม่แน่ใจ ร้อยละ 41.9

3. ความคิดเห็นต่อแนวทางของรัฐบาลที่จะดำเนินนโยบายจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้ที่จบปริญญาตรีเดือนละ 15,000 บาท มีดังนี้
แนวทาง เห็นด้วย(ร้อยละ) ไม่เห็นด้วย(ร้อยละ) ไม่แน่ใจ(ร้อยละ)
- ให้เริ่มมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป
61.7 9.8 28.5
- ใช้คุณภาพของบัณฑิตเป็นตัวชี้วัดว่าใครควรจะได้เงินค่าจ้าง 15,000 บาท
57.1 16.3 26.6
- สำหรับผู้มีวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปแต่รายได้ยังต่ำกว่า 15,000 บาท
ใช้วิธีเพิ่มค่าครองชีพ-เพื่อให้ได้รับค่าจ้างรวมแล้วเป็น 15,000 บาท ต่อเดือน
56.9 13.7 29.4

4. ผลกระทบต่อการหางานเมื่อจบการศึกษาหากนโยบายข้างต้นมีผลบังคับใช้จริง คือ
- เชื่อว่าจะส่งผลกระทบ ร้อยละ 69.4
(ได้แก่ หางานยากขึ้น มีการแข่งขันแย่งงานกันมากขึ้น และเกณฑ์ในการรับสมัครอาจจะเข้มขึ้น ฯลฯ)
- เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบ ร้อยละ 30.6
(โดยระบุว่า เรียนในสาขาที่มีงานรองรับอยู่แล้ว มีสถานประกอบการเยอะ มีธุรกิจส่วนตัว และตั้งใจจะเรียนต่อปริญญาโท ฯลฯ)

5. เรื่องที่นิสิตนักศึกษากังวลมากที่สุดหากรัฐบาลจะดำเนินนโยบายดังกล่าว คือ
- กังวลว่าบริษัทเอกชนจะเปิดรับผู้ที่จบปริญญาตรีเข้าทำงานลดลง ร้อยละ 30.0
- กลัวจะถูกเลิกจ้างเมื่อทำงานไปได้ระยะหนึ่งเพราะหน่วยงาน ร้อยละ 18.5
แบกรับภาระเรื่องค่าจ้างไม่ไหว
- กลัวจะไม่มีงานทำ / ว่างงาน ร้อยละ 17.9
- เกิดการแข่งขันเพื่อเข้าทำงานราชการมากขึ้น ร้อยละ 13.9
- กังวลว่าต้องสมัครงานในวุฒิที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 3.6
- อื่นๆ อาทิ กลัวเรื่องเงินเฟ้อ ของแพงขึ้น เป็นหนี้ เป็นต้น ร้อยละ 3.2
- ไม่กังวล ร้อยละ 12.9

6. เรื่องที่อยากฝากบอกรัฐบาล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ
(เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุเอง)
- ให้เร่งทำทุกนโยบายให้เป็นจริงตามที่ได้หาเสียงไว้ ร้อยละ 33.0
- ให้ประเทศพัฒนายิ่งขึ้น และนึกถึงประโยชน์ของประชาชนมาก่อน ร้อยละ 12.0
- ให้ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ ร้อยละ 10.4
- ให้ทำงานอย่างสุจริต ไม่โกงกิน ร้อยละ 7.9
- ให้ทำนโยบายค่าตอบแทนปริญญาตรีเดือนละ 15,000 ให้สำเร็จ ร้อยละ 7.5

รายละเอียดในการสำรวจ

วัตถุประสงค์ในการสำรวจ
เพื่อสอบถามความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในชั้นปีสุดท้าย เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่อง การจ่ายค่าตอบแทนผู้ทำงานในวุฒิปริญญาตรี เดือนละ 15,000 บาท ในประเด็นต่างๆ เพื่อสะท้อนมุมมองของนิสิตนักศึกษาให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ และนำไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาให้เกิดประโยชน์กับประเทศต่อไป

ระเบียบวิธีการสำรวจ
การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในชั้นปีสุดท้ายจากสถาบันอุดม ศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) จำนวนทั้งสิ้น 25 สถาบัน ด้วยการสุ่มสถาบันอุดมศึกษาของรัฐจำนวน 14 แห่ง และเอกชนจำนวน 11 แห่ง จากนั้นจึงสุ่มประชากรเป้าหมายที่จะสัมภาษณ์อย่างเป็นระบบ ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 1,185 คน เป็นเพศชาย ร้อยละ 51.4 และเพศหญิง ร้อยละ 48.6

ความคลาดเคลื่อน (Margin of Error)
ในการประมาณการขนาดตัวอย่างมีขอบเขตของความคลาดเคลื่อน ? 3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%

วิธีการรวบรวมข้อมูล
ใช้การสัมภาษณ์แบบพบตัว (Face-to-face Interview) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ที่มีโครงสร้างแน่นอน ประกอบด้วยข้อคำถามแบบเลือกตอบ (Check List Nominal) และคำถามปลายเปิด (Open Form) จากนั้นคณะนักวิจัยได้นำแบบสอบถามทุกชุดมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ก่อนบันทึกข้อมูลและประมวลผล

ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล : 25 – 30 สิงหาคม 2554

วันที่เผยแพร่ผลสำรวจ : 6 กันยายน 2554

ข้อมูลประชากรศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่าง

จำนวน ร้อยละ
เพศ
ชาย 609 51.4
หญิง 576 48.6
รวม 1,185 100.0

ประเภทของสถานศึกษา
รัฐบาล 680 57.4
เอกชน 505 42.6
รวม 1,185 100.0

http://www.kroobannok.com/45335