Thursday, December 29, 2011

อยากจะกลับไปเป็นเด็กครับ...

อยากจะกลับไปเป็นเด็กครับ....การเป็นผู้ใหญ่มันไม่ง่ายเลย
                     ก็จะวันเด็กเเล้วนะครับน้องๆทั้งหลายเเต่ก็ไม่รู้ว่าโรงเรียนจะจัดอะไรบ้าง.....ก็คำว่าเด็กของคนไทยที่เค้ากำหนดนะครับ ก็น่าจะระหว่าง 7-14 รึเปล่าไม่เเน่ใจ เเต่ไม่โสนอ่ะ เค้ายังเป็นเด็กอยู่ถึงหน้าจะเเก่ก็นะ ฮี่ๆๆ เเต่ใจยังเด็กอยู่ อ่ะนะ...........นี่ก็มีคำขวัญออกมาเเล้วนะครับ คำขวัญวันเด็กปีนี้ พี่ก็อ่านไม่ออกหรอกอะไรไม่รู้ยึกยือๆ อ่านเองหล่ะกัน 



ก็ท่าจำยากก็จำคำขวัญของนายกอุดมเอาง่ายดีนะครับ.....ฮ่าๆๆ

แท็บเล็ตๆจะมาเเล้วๆ......เเล้วข้าจะได้ใช่ชิมิ

           อ่าหลังจากดู นม..อุ..โด๊ด มานะครับเรื่อง แท็บเล็ต นี่เเหละ เคยไปเถียงกับคนในโครงการ istudy มาสงสัยญาติเค้าอยู่ในสภามันบอกว่าพี่เขียนไร้สาระ ไม่นะไม่ไร้สาระสักหน่อยเเค่เขียน ว่า ที่ข่าวเค้าบอกว่าไทยจะจับมือกับ apple นำเข้าเเท็บเล็ตขอ apple พี่เลยเขียนไป.......ขนาด แท็บเล็ต ที่สั่งจากจีนยังไม่ได้เเล้วจะจับมือกับ apple ทำไม(ตอนนั้นตกข่าววันนี้เลยเอาข่าวมาให้ใหม่ครับ)
จาดเว็บๆนึง
ศธ.เดินหน้าแจกแท็บเล็ต ป.1 กว่า 4 แสนคนหลังสำนักงบฯไฟเขียวให้เงินตามที่ขอ 1.6 พันล้าน ชี้ชัดให้เด็กใช้เฉพาะใน ร.ร.ไม่นำกลับบ้าน ปลัด ศธ.เชื่อแนวทางรัฐบาลไม่หยุดแค่แจกให้ป.1 แต่จะทำในช่วงชั้นอื่น ๆ พร้อมเผย คกก.บริการนโยบายฯ ที่นายกฯ ตั้งขึ้นจะมี 4 อนุกรรมการที่ดูแลทางด้านวิชาการ การสรรหาแท็บเล็ต เครือข่าย และความเหมาะสมของข้อมูล ร่วมทำงานด้วย

น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า สำนักงบประมาณอนุมัติตามที่ ศธ. เสนอของบประมาณจัดซื้อคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตแบบพกพาของนักเรียนชั้นประถมศึกษา (ป.) ปีที่ 1 จำนวน 1,623 ล้านบาท สำหรับนักเรียนทั้งหมด 477,561 คน คิดเป็น 62% ของนักเรียนชั้นป.1 สังกัด ศธ. แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 347,000 คน คิดเป็น 58% ของนักเรียนทั้งหมดในสังกัด สพฐ.ใช้งบประมาณ 1,182 ล้านบาท สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 125,000 คน ใช้งบประมาณ 428 คิดเป็น 74% ของนักเรียนสังกัด สช.ทั้งหมด และโรงเรียนสาธิต สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จำนวน 3,791 คน ใช้งบประมาณ 12 ล้านบาทซึ่งสามารถแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนสาธิตได้ 100%

สำหรับราคาต่อเครื่องที่เสนอไปยังสำนักงบประมาณอยู่ที่ 3,400 บาท แบ่งเป็นค่าตัวเครื่อง 3,100 บาท ค่าบรรจุองค์ความรู้ที่จะใส่ในแท็บเล็ต 300 บาท และจะให้นักเรียนใช้ยืมเรียนที่โรงเรียนแทนการนำกลับไปบ้านเพราะเกรงจะมีปัญหาการดูแลรักษา ขณะเดียวกันในส่วนของครู ก็ได้เจรจากับทางบริษัทที่มานำเสนอซึ่งส่วนใหญ่ระบุว่าหากมีการสั่งซื้อแท็บเล็ตจำนวนมากก็จะจัดสรรเครื่องแท็บเล็ตเพิ่มเติมให้ครูพร้อมกับอบรมการใช้ด้วย โดยคาดว่าจะได้ตัวเครื่องประมาณเดือนกุมภาพันธ์เพื่อให้ทันใช้เรียนเมื่อเปิดภาคเรียนวันที่ 17 พฤษภาคม 2555

ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้นายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการบริการนโยบาย 1 คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ต่อ 1 นักเรียน โดย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และนาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นรองประธานกรรมการ ซึ่งมีหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติ สำหรับนโยบายคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต เพื่อใช้ในโรงเรียนรวมถึงพัฒนาหลักสูตร และรูปแบบอิเลกทรอนิกส์ที่จำเป็นในการสนับสนุนและบริการเครือข่ายไร้สาย การใช้งานคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต และการดำเนินงานงบประมาณและประสานร่วมกับส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยการตั้งคณะกรรมการฯ ชุดนี้ขึ้นมาน่าจะหมายถึงนโยบายการแจกแท็บเล็ตไม่ได้หมายถึงเฉพาะชั้น ป.1 เท่านั้น แต่หมายถึงการเดินหน้าแจกแท็บเล็ตในช่วงอื่น ๆ ด้วย

ทั้งนี้ ภายใต้คณะกรรมการฯ จะมีคณะอนุกรรมการที่ดูแลด้านต่าง ๆ อีก 4 คณะได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการด้านวิชาการ มีนายโอฬาร ชัยประวัติ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน 2.คณะอนุกรรมการด้านการสรรหาคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต มีนายสุเมธ แย้มนุ่น อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาธิการ กกอ.) เป็นประธาน 3.คณะอนุกรรมการด้านการประสานสื่อสร้างสรรค์ และโครงข่าย มี นายสุเมธ เป็นประธานเช่นกัน และ4.คณะอนุกรรมการด้านความเหมาะสมและความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูล มีปลัด ศธ. เป็นประธาน

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 ธันวาคม 2554

GOOGLE + มาลองเล่นกันสิ......

                      หลังจากที่เคยเอาลงเมื่อนานมาเเล้วเเต่ไม่มีใครสนใจนะครับ ผมว่ารู้จักเเต่ facebook เลยเล่นเเต่ facebook เเต่ครั้งนี้จะขอเเนะนำ weapon ที่ google นำมาต่อสู้กับ facebook ครับ เป็นอะไรที่น่าลองดูครับเพราะหลังจากที่ face ถือกำเนิด google ก็ไม่น้อยหน้าเเละให้กำเนิดเว็บ social netwokes ตัวใหม่ขึ้นมาทันที่ครับ นั่นคือ Google+ (Google Plus) Google + ใช้ชื่อ Tagline เอาไว้ว่า “Real-life sharing, rethought for the web” ซึ่งแน่นอนนี่คือคำเฉลยของข้อมูลจากปุ่ม Google+ ที่ออกมาก่อนหน้านี้
จะเห็นว่าใน Google + นั้นมีการใช้คำว่า +Circles คือระบบเพื่อนนั่นเองที่จะสามารถสร้างกลุ่มเพื่อนเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ และสามารถกำหนดเป็นกลุ่มๆได้ อย่างเช่น “เพื่อน”, “ครอบครัว” และกำหนดจำนวนคนในกลุ่มได้มากกว่า 100 คนเพื่อใช้พูดคุยกันบนโลกออนไลน์ได้
ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องของการพูดคุยกันใน Google + โดยจะทีการใช้ชื่อว่า +Sparks ที่มันจะคอยทำหน้าที่กำหนดสิ่งที่เราสนใจต่างๆเพื่อเข้าไปแชร์ ดูข้อมูลหรือสนทนาได้ (แบบ Group ) ยกตัวอย่างเช่นเราสนใจเรื่อง “รถยนต์”, “การ์ตูน”, “แฟชั่น” เป็นต้น ซึ่งเราสามารถระบุสิ่งที่ชื่นชอบเหล่านั้นได้แล้วก็จะมีข้อมูล feed เข้ามาให้เราได้ดู คล้ายหลักการการเป็น Fan ของ Facebook นั้นเองที่เรากด Like แล้วเมื่อต้นทางมีการอัพเดทข้อมูลเราก็จะได้เห็นด้วย แต่ +Sparks จะดึงข้อมูลจาก Internet ที่มากกว่าผ่านปุ่ม Google + เข้ามาแสดงผลด้วยซึ่งมันรองรับภาษาถึง 40 ภาษาในช่วงการเปิดตัวนี้เลย
ฟีเจอร์ต่อไปนี้ถือว่าหลายคนคงชื่นชอบนั้นคือ +Hangouts ฟังชื่อก็รู้แล้วว่ามันต้องเจ๋งแน่ๆ เพราะมันเป็นการกำหนดอนาคตว่าเราต้องการจะไปปาร์ตี้ (ไปทำอะไรก็แล้วแต่) โดยเพื่อนๆสามารถเห็นว่าเรา “ว่าง” พร้อมที่จะออกไปสนุกสนานเรียกให้เพื่อนๆเข้ามาสนุกกับเราด้วย หรือจะเรียกว่ามันคือฟีเจอร์นัดพบก็ว่าได้ แต่มันก็ไม่จำเป็นแค่เพื่อนเท่านั้นที่จะมาเจอกัน เพื่อนของเพื่อนหรือจะใครต่อใครก็ได้เช่นกัน
ขาดไม่ได้เลยในยุคนี้คือ Chat และแน่นอน Google ให้ความสำคัญกับฟีเจอร์นี้พอสมควรโดยใช้ชื่อฟีเจอร์นี้ว่า + Huddle ซึ่งมันสามารถทำการพูดคุยกันเป็นกลุ่มๆได้ด้วยเหมาะสำหรับการทำเป็น Gang ซึ่งถ้าหลายคนเคยใช้งาน BlackBerry Messenger คงคุ้นกับการสนทนาเป็น Group messaging นี้ดี
และเพื่อให้ Google + สมบูรณ์แบบก็จะต้องมีบนมือถือด้วยโดย Google + พร้อมให้ดาวน์โหลดไปใช้บนมือถือที่เรียกว่า +Mobile โดยมีฟีเจอร์ต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นครบสมบูรณ์บนมือถือกันเลย ซึ่งในอนาคตมันคงจะเข้าไปอยู่บนระบบ Android ที่เป็นระบบปฏิบัติการบนมือถือของ Google อีกด้วย โดยไปดาวน์โหลดมาใช้งานกันได้แล้วที่ A ndroid market
ว่าแล้วก็ไปลองใช้ Social Networks ตัวล่าสุดนี้กันเลยว่าจะสู้ Facebook อย่างที่ทาง Google คาดหวังไว้หรือไม่
ม่ะ มาดูหน้าตามันกัน



สำหรับคนไหนที่อยากลองเล่นก็บอกนะครับเด๋วจักส่ง intive ให้โพส gmail ไว้ได้เลย ตามนี้ครับ  page Band

Saturday, November 19, 2011

Snow coming



Snow coming 
เฮ้ยน้องๆสวัสดีนะคราบ.......
วันนี้ก็เอาภาพ ของ snow ที่ทุกคนเคยถาม....
เเต่อันนี้มันมานิดๆนะครับ.....ถ้าเจอโหดต้องพี่ ปุกกี้เลย ครับ ใกล้ canada 
อะเอาไปดูนิดๆหน่อยๆเห็นหลายคนอวยพรให้หิมะกัดพี่มากเหลือเกินจะได้ขาวใช่ม่ะ....ฮ่าๆๆ ไม่มีวัน never















ดูเเล้วมาอ่าน หิมะเกิดได้ยังไง

             หิมะมักจะเป็นผลมาจากอากาศร้อนที่เกี่ยวข้องกับ พายุไซโคลน extratropical ( ความดันต่ำ พื้นที่ในแผนภาพข้างต้น) ที่ไหลขึ้นและมากกว่าอากาศเย็นที่อยู่รอบ ๆ ส่วนหนึ่งของพายุไซโคลน 
อากาศที่ถูกยกขึ้นมารวมกับความอุดมสมบูรณ์ ของไอน้ำ จากมวลอากาศอุ่นอากาศที่เพิ่มขึ้นมาจากสาเหตุ เมฆ ในรูปแบบ น้ำเมฆ (หรือน้ำแข็งเมฆ) ที่เก็บรวบรวมโดยอนุภาคน้ำแข็งที่ลดลงซึ่งเติบโตเป็นน้ำซุปเปอร์เมฆเย็นค้างลงบนพวกเขา (แม้ในอุณหภูมิที่ต่ำเป็น -40 องศา F, หยดน้ำเล็ก ๆ ยังคงเมฆของเหลวจนกว่าพวกเขาจะกลายเป็นที่แนบมากับอนุภาคน้ำแข็งและแล้วพวกเขาตรึง.) 
อนุภาคน้ำแข็งนอกจากนี้ยังมีการเจริญเติบโตเป็นบางส่วนของไอน้ำในอากาศที่ล้อมรอบเก็บรวบรวมและ freezes กับพวกเขา 
ล้มอนุภาคน้ำแข็งในเมฆเจริญเติบโตและการรวมกันเพื่อที่จะกลายเป็นขนาดใหญ่ (รวมเรียกว่า) ว่าความเร็วในการตกของพวกเขาสูงกว่าความเร็วลมที่ไหลขึ้นในก้อนเมฆและพวกเขาแล้วตกออกด้านล่างของเมฆที่ถึงพื้นดินถ้าพวกเขาทำ ไม่ re - ระเหย 
น้ำมากขึ้นจะมีไอระเหยสามารถใช้ได้กับเมฆและที่แข็งแกร่ง updrafts ที่ทำให้เกิดไอน้ำนี้จะ รวมตัว เป็นอนุภาคน้ำหรือน้ำแข็งก้อนเมฆที่มีโอกาสมากขึ้นก็เป็นหิมะที่จะฟอร์มภายในเมฆและที่สะสมหิมะอาจจะ ขนาดใหญ่ 
ดังนั้นเย็นวันที่มีเมฆกับมีหิมะตกไม่มีการระบุว่ามีทั้งไอน้ำไม่เพียงพอที่จะเมฆหรือว่าการเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นในการสร้างเมฆไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดหิมะ (หรือทั้งสอง) ผลหิมะหนักจากไอน้ำที่อุดมสมบูรณ์ร่วมกับการเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นแข็งแกร่งและถาวรในเมฆ 
หิมะยังสามารถฟอร์มจากอากาศหนาวเย็นมากไหลผ่านขนาดใหญ่ที่ปราศจากน้ำแข็งในทะเลสาบสถานการณ์ที่เรียกว่า ทะเลสาบผลหิมะ . 
ในพื้นที่ภูเขาอากาศถูกบังคับให้เพิ่มขึ้นเป็นกระแสขึ้นและมากกว่าภูเขาที่สามารถทำให้เกิดการสะสมปริมาณหิมะขนาดใหญ่ ปริมาณน้ำฝนที่เกิดจากภูเขานี้บังคับ - ขึ้นจะเรียกว่าฝน orographic ในพื้นที่ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นที่ด้านใต้ลมของภูเขาหิมะมักจะได้รับน้อยหรือไม่มีเลยเนื่องจากส่วนใหญ่ของไอน้ำในอากาศได้ถูกลบออกเป็นหิมะในด้านเหนือลมของภูเขา
From

Wednesday, November 2, 2011

ท่องโลกกว้าง

          ก็เป็นเวลาประมาณ 2 เดือนกว่าๆนะครับที่ได้มาอยู่ที่นี่ Minnesota ไม่ได้อยู่ในเมืองนะครัยอยู่นอกเมืองมันก็ไม่ได้สนึกซักเท่าไหร่นะ.......ฮี่ๆๆ   เครียจเรื่องงานมากกว่า เเล้วก็เกี่ยวกับการคุยที่ยังรู้บ้างไม่รู้บ้างก็ใช้ทั้งมือในการสื่อสารซักวันจะลองใช้อย่างอื่น ฮี่ๆๆ......ใช้ปากกาเขียนๆ นั่นเเน่

เอารูปไปดูดีกว่าอย่ามัวเเต่อ่านเลยเนอะ
            อันนี้หนังสือหนามากๆ ยังมีอีกนะ

อันนี้ได้ไปเที่ยวงานไรไม่รู้ลืมชื่อ










สาวน่ารักเอิ๊กๆๆๆๆ

อันนี้สวนสนุกใน mall american สวนสนุกอยู่ใน Mall อ่ะ ใหญ่มักๆ



อะนี้เป็นตัวต่อ lago สร้างจาก lago ทั้งหมด

ปิดท้ายด้วยนี่เลยฮ่าๆๆ
    นำเเสดงโดย กะผมเองคราบ...... ตัดต่อเอง ถ่อยเอง(เเบบกากๆ)



นานจะมีเวลาเขียนครับเเล้วเจอกันใหม่นะคราบ.....

Thursday, September 8, 2011

เทคนิคออกกำลังสมอง



เทคนิคออกกำลังสมอง                

                  ยังเป็นที่น่าสงสัยว่ามนุษย์นั้นแตกต่างจากสัตว์ตรงไหน ถ้าพูดตามพุทธศาสนา เราต่างกับสัตว์ที่จิต แต่ถ้าพูดในแย่วิทยาศาสตร์ แน่นอนย่อมต่างกันที่สมอง เพราะสมองนั้นถือว่าเป็นอวัยวะสั่งการการทำงานของคนเรา ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าต้องดูแลรักษาให้ดีที่สุด อย่าให้เสื่อมก่อนวัยอันควร ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีอัตราของคนที่เป็นโรคสมองเสื่อมก่อนวัยอันควร ในอายุที่น้อยลง ดังนั้น เราจะมาดูแลสมองของเราด้วยกัน 9 วิธีง่ายๆ เพื่อดูแลสุขภาพสมองของเราให้สมบูรณ์


1. เรานอนหลับไปโดยไม่ได้รับประทานอะไรเข้าไปเป็นเวลา 7-8 ชั่วโมงแน่นอนร่างกายย่อยต้องการอาหารเป็นธรรมดา เพระาฉนั้นมือเช้าถือว่าสำคัญมาก ควรที่จะรับประทานอาหารเช้าเป็นกิจวัตร จะช่วยให้รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ และมีสารอาหารไปเลี้ยงสมองอย่างพอเพียง


2. การรับประทานอาหารเร็วทำให้ทานอาหารเยอะ เพราะร่ายการยังไม่ได้บอกว่าอิ่มเราก็กินเข้าไปเยอะแล้ว ทานอาหารแต่พอดี ไม่มากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดในสมองไม่แข็งตัวซึ่งทำให้เกิดโรคความจำสั้น


3.ไม่สูบบุหรี่ บุหรี่เป็นอีกตัวการสำคัญที่จะไปทำลายเซลล์ของเนื้อสมอง ทำให้เกิดโรคสมองฝ่อได้ง่าย


4. ลดของหวาน การกินของหวานมากไม่เพียงทำให้เกิดโรคอ้วนแล้ว ของหวานมากๆยังไปยับยั้งการดูดกลืนของโปรตีนและสารอาหารที่มีประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารในสมอง


5. หลีกเลี่ยงมลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุด การสูดอากาศที่มีมลภาวะมากเกินไปจะทำให้ ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

6. ควรนอนให้เพียงพอ และไม่นอนคลุมโปง การอดนอนมากๆจะทำให้เซลล์สอมงตาย ส่วนการคลุมโปงจะทำให้ลดออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย


7. ไม่ใช้สมองยามป่วย การฝืนสังขารไม่เป็นผลดี กลับจะทำให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง ส่งผลต่อสมองในระยะยาว


8. บริหารสมองเป็นนิจ คิดในเรื่องสร้างสรรค์ หรือ หัดทำเกมบริหารสมองเป็นต้น


9. พูดคุยสังสรรค์กับผู้คนในหัวข้อที่รื่นรมณ์ เพราะการพูดเป็นตัวแสดงประสิทธิภาพของสมองเนื่องจากต้องขบคิดประเด็นที่จะต่อยอดการสนทนา แต่ถ้าไปพูดเรื่องไม่มีก็อาจทำให้เกิดความเครียสขึ้นได้นั้นเอง


หลักการง่ายๆ ที่ช่วยบำรุงสมองให้มีการออกกำลังสมองอยู่ตลอดเวลานั้นเอง 



Wednesday, September 7, 2011

ยุติมหาลัยออกระบบ ต้องยกเลิก กม.เกษียณ


“ประสาท” แนะ "วรวัจน์" ถ้าไม่ให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ต้องไปยกเลิกมติ ครม.เรื่องยุบเลิกอัตราเกษียณอายุราชการ "มข." เบรกหัวคะมำ หลังเตรียมตัวออกนอกระบบมานาน 
ตามที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายไม่สนับสนุนการปรับเปลี่ยนสถานภาพของมหาวิทยาลัยไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือการออกนอกระบบ เนื่องจากเป็นการผลักภาระค่าใช้จ่ายให้กับนิสิต นักศึกษาและผู้ปกครองนั้น ศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลยืนยันว่าจะไม่สนับสนุนการออกนอกระบบ จะต้องไปยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี 2542 เรื่องผลการดำเนินการของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เกี่ยวกับอัตราที่ยกเลิกจากผลการเกษียณอายุราชการปีงบประมาณ 2541 เนื่องจากมติดังกล่าวส่งผลให้สถานภาพของบุคลากรในมหาวิทยาลัยเปลี่ยนไปจากเดิม ที่ส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยแทน และจำนวนพนักงานมหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่มีอัตราบรรจุเป็นข้าราชการ ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ มีปัญหาการบริหารจัดการที่ไม่คล่องตัว และไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะมีบุคลากร 2 สถานะอยู่รวมกัน คือ ข้าราชการและพนักงาน ขณะที่ระบบการทำงานยังต้องยึดติดกับระบบราชการเป็นหลัก ดังนั้นถ้ายกเลิกมติ ครม.นี้จะทำให้การบริหารงานคล่องตัวมากขึ้น
ด้าน รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวว่า มข.พร้อมที่จะออกนอกระบบเพื่อการบริหารจัดการคล่องตัว และคิดว่าออกนอกระบบไปแล้วจะมีผลทำให้ค่าหน่วยกิตแพงขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยเน้นให้คนยากจนได้เรียนในมหาวิทยาลัย รวมทั้งยังมีทุนการศึกษาให้กับนักศึกษามาตลอด แต่ถ้ารัฐบาลมีนโยบายไม่สนับสนุนการออกนอกระบบ ทางมหาวิทยาลัยจะต้องมาทบทวนเรื่องนี้อีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป.

ที่มา ไทยโพสต์ วันที่ 7 กันยายน 2554

ผลสำรวจเรื่อง "นศ. ปี 4 กับเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท"


นักศึกษาปี 4 69.4% เชื่อนโยบายเงินเดือน 15,000 กระทบต่อการหางาน 
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลสำรวจความคิดเห็นของนิสิต นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่เรียนอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาทั้งรัฐและเอกชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลจำนวน 1,185 คน พบว่าส่วนใหญ่เมื่อเรียนจบแล้วอยากทำงานในหน่วยงานเอกชน (ร้อยละ 39.6) รองลงมา คือ ประกอบธุรกิจส่วนตัว (ร้อยละ 25.7) หน่วยงานราชการ (ร้อยละ 18.2) และรัฐวิสาหกิจ (ร้อยละ 16.5) ตามลำดับ
ทั้งนี้ นิสิตนักศึกษาร้อยละ 41.9 ไม่แน่ใจในนโยบายของรัฐบาล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ให้ผู้ทำงานวุฒิปริญญาตรีมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท ว่าจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ ในขณะที่ ร้อยละ 29.5 เชื่อว่าทำได้ และร้อยละ 28.6 เชื่อว่าทำไม่ได้
อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางที่รัฐบาลจะดำเนินนโยบายดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น การให้เริ่มมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป (เห็นด้วยร้อยละ 61.7) การใช้คุณภาพของบัณฑิตเป็นตัวชี้วัดว่าใครควรจะได้ค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท (เห็นด้วยร้อยละ 57.1) และสำหรับผู้มีวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปแต่รายได้ยังต่ำกว่า 15,000 บาทใช้วิธีเพิ่มค่าครองชีพ เพื่อให้ได้รับเงินเดือนรวมแล้วเป็น 15,000 บาท ต่อเดือน (เห็นด้วยร้อยละ 56.9)
นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่เห็นว่าหากนโยบายข้างต้นมีผลบังคับใช้จริงจะส่งผลกระทบต่อการหางานเมื่อจบการศึกษาถึง ร้อยละ 69.4 (ได้แก่ อาจทำให้หางานยากขึ้น และเกณฑ์ในการรับสมัครน่าจะเข้มขึ้น ฯลฯ) ขณะที่ร้อยละ 30.6 ระบุว่าไม่ส่งผลกระทบ (โดยให้เหตุผลว่า เรียนในสาขาที่มีงานรองรับอยู่แล้ว มีสถานประกอบการเยอะ และตั้งใจจะเรียนต่อปริญญาโท ฯลฯ)
สำหรับความกังวลต่อนโยบายดังกล่าวคือกังวลว่าบริษัทเอกชนจะเปิดรับผู้ที่จบปริญญาตรีเข้าทำงานลดลงร้อยละ 30.0 รองลงมาคือกลัวจะถูกเลิกจ้างเมื่อทำงานไปได้ระยะหนึ่งเพราะหน่วยงานแบกรับภาระเรื่องค่าจ้างไม่ไหวร้อยละ 18.5 และกลัวจะไม่มีงานทำและว่างงานร้อยละ 17.9
ส่วนเรื่องที่อยากฝากบอกรัฐบาล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มากที่สุดคือ ให้เร่งทำทุกนโยบายให้เป็นจริงตามที่ได้หาเสียงไว้ร้อยละ 33.0 รองลงมาคือ ให้ประเทศพัฒนายิ่งขึ้น และนึกถึงประโยชน์ของประชาชนมาก่อนร้อยละ 12.0 และให้ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ร้อยละ 10.4

ดังรายละเอียดในตารางต่อไปนี้
1. หน่วยงานที่นิสิตนักศึกษาอยากจะทำงานเมื่อเรียนจบแล้ว คือ
- เอกชน ร้อยละ 39.6
- ประกอบธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 25.7
- ราชการ ร้อยละ 18.2
- รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.5

2. ความเชื่อมั่นที่มีต่อนโยบายของรัฐบาล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ให้ผู้ทำงานวุฒิปริญญาตรีมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท คือ
- เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 29.5
- เชื่อว่าทำไม่ได้ ร้อยละ 28.6
- ไม่แน่ใจ ร้อยละ 41.9

3. ความคิดเห็นต่อแนวทางของรัฐบาลที่จะดำเนินนโยบายจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้ที่จบปริญญาตรีเดือนละ 15,000 บาท มีดังนี้
แนวทาง เห็นด้วย(ร้อยละ) ไม่เห็นด้วย(ร้อยละ) ไม่แน่ใจ(ร้อยละ)
- ให้เริ่มมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป
61.7 9.8 28.5
- ใช้คุณภาพของบัณฑิตเป็นตัวชี้วัดว่าใครควรจะได้เงินค่าจ้าง 15,000 บาท
57.1 16.3 26.6
- สำหรับผู้มีวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปแต่รายได้ยังต่ำกว่า 15,000 บาท
ใช้วิธีเพิ่มค่าครองชีพ-เพื่อให้ได้รับค่าจ้างรวมแล้วเป็น 15,000 บาท ต่อเดือน
56.9 13.7 29.4

4. ผลกระทบต่อการหางานเมื่อจบการศึกษาหากนโยบายข้างต้นมีผลบังคับใช้จริง คือ
- เชื่อว่าจะส่งผลกระทบ ร้อยละ 69.4
(ได้แก่ หางานยากขึ้น มีการแข่งขันแย่งงานกันมากขึ้น และเกณฑ์ในการรับสมัครอาจจะเข้มขึ้น ฯลฯ)
- เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบ ร้อยละ 30.6
(โดยระบุว่า เรียนในสาขาที่มีงานรองรับอยู่แล้ว มีสถานประกอบการเยอะ มีธุรกิจส่วนตัว และตั้งใจจะเรียนต่อปริญญาโท ฯลฯ)

5. เรื่องที่นิสิตนักศึกษากังวลมากที่สุดหากรัฐบาลจะดำเนินนโยบายดังกล่าว คือ
- กังวลว่าบริษัทเอกชนจะเปิดรับผู้ที่จบปริญญาตรีเข้าทำงานลดลง ร้อยละ 30.0
- กลัวจะถูกเลิกจ้างเมื่อทำงานไปได้ระยะหนึ่งเพราะหน่วยงาน ร้อยละ 18.5
แบกรับภาระเรื่องค่าจ้างไม่ไหว
- กลัวจะไม่มีงานทำ / ว่างงาน ร้อยละ 17.9
- เกิดการแข่งขันเพื่อเข้าทำงานราชการมากขึ้น ร้อยละ 13.9
- กังวลว่าต้องสมัครงานในวุฒิที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 3.6
- อื่นๆ อาทิ กลัวเรื่องเงินเฟ้อ ของแพงขึ้น เป็นหนี้ เป็นต้น ร้อยละ 3.2
- ไม่กังวล ร้อยละ 12.9

6. เรื่องที่อยากฝากบอกรัฐบาล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ
(เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุเอง)
- ให้เร่งทำทุกนโยบายให้เป็นจริงตามที่ได้หาเสียงไว้ ร้อยละ 33.0
- ให้ประเทศพัฒนายิ่งขึ้น และนึกถึงประโยชน์ของประชาชนมาก่อน ร้อยละ 12.0
- ให้ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ ร้อยละ 10.4
- ให้ทำงานอย่างสุจริต ไม่โกงกิน ร้อยละ 7.9
- ให้ทำนโยบายค่าตอบแทนปริญญาตรีเดือนละ 15,000 ให้สำเร็จ ร้อยละ 7.5

รายละเอียดในการสำรวจ

วัตถุประสงค์ในการสำรวจ
เพื่อสอบถามความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในชั้นปีสุดท้าย เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่อง การจ่ายค่าตอบแทนผู้ทำงานในวุฒิปริญญาตรี เดือนละ 15,000 บาท ในประเด็นต่างๆ เพื่อสะท้อนมุมมองของนิสิตนักศึกษาให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ และนำไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาให้เกิดประโยชน์กับประเทศต่อไป

ระเบียบวิธีการสำรวจ
การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในชั้นปีสุดท้ายจากสถาบันอุดม ศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) จำนวนทั้งสิ้น 25 สถาบัน ด้วยการสุ่มสถาบันอุดมศึกษาของรัฐจำนวน 14 แห่ง และเอกชนจำนวน 11 แห่ง จากนั้นจึงสุ่มประชากรเป้าหมายที่จะสัมภาษณ์อย่างเป็นระบบ ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 1,185 คน เป็นเพศชาย ร้อยละ 51.4 และเพศหญิง ร้อยละ 48.6

ความคลาดเคลื่อน (Margin of Error)
ในการประมาณการขนาดตัวอย่างมีขอบเขตของความคลาดเคลื่อน ? 3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%

วิธีการรวบรวมข้อมูล
ใช้การสัมภาษณ์แบบพบตัว (Face-to-face Interview) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ที่มีโครงสร้างแน่นอน ประกอบด้วยข้อคำถามแบบเลือกตอบ (Check List Nominal) และคำถามปลายเปิด (Open Form) จากนั้นคณะนักวิจัยได้นำแบบสอบถามทุกชุดมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ก่อนบันทึกข้อมูลและประมวลผล

ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล : 25 – 30 สิงหาคม 2554

วันที่เผยแพร่ผลสำรวจ : 6 กันยายน 2554

ข้อมูลประชากรศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่าง

จำนวน ร้อยละ
เพศ
ชาย 609 51.4
หญิง 576 48.6
รวม 1,185 100.0

ประเภทของสถานศึกษา
รัฐบาล 680 57.4
เอกชน 505 42.6
รวม 1,185 100.0

http://www.kroobannok.com/45335

Saturday, July 2, 2011

วันภาษาไทย

              วันภาษาไทยภาาาไทยที่ผ่านมานะครับทางโรงเรียนได้มีการจัดงานกันเเบบสนุกสนานมากครับผมถ้าจะให้บอกก็ที่สนุกที่สุดก็เห็นจะหนี้ไม่พ้นโฟล์กซอง ฉบับฮ่าๆของไอ้เเย้หรือพี่เกรมของเรานะครับ ถ้าน้องๆคนไหนขึ้นไปดูก็คงจะเห็นนะครับ เเต่ใครไม่ได้ไปดูก็มีมาฝากครับผมเเต่ต้องรอหน่อย 


งั้นยังไงก็ขอกล่าวถึงงาน 

วันสุนทรภู่ เเบบเล็กๆน้อยๆก่อนนะครับเเล้วค่อยไปดูเเย้ร้องเพลง

เอาเเค่ชีวประวัติ "สุนทรภู่"ก็พอนะครับ

ชีวประวัติ "สุนทรภู่"
          สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เกิดวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลา 2 โมงเช้า หรือตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 เวลา 8.00 น. นั่นเอง ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ บริเวณด้านเหนือของพระราชวังหลัง (บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยปัจจุบัน) บิดาของท่านเป็นชาวกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ชื่อพ่อพลับ ส่วนมารดาเป็นชาวเมืองฉะเชิงเทรา ชื่อแม่ช้อย สันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวงอยู่ในพระราชวังหลัง เชื่อว่าหลังจากสุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าร้างกัน บิดาออกไปบวชอยู่ที่วัดป่ากร่ำ ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดาได้เข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง ถวายตัวเป็นนางนมของพระองค์เจ้าหญิงจงกล พระธิดาในเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ดังนั้น สุนทรภู่จึงได้อยู่ในพระราชวังหลังกับมารดา และได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งสุนทรภู่ยังมีน้องสาวต่างบิดาอีกสองคน ชื่อฉิมและนิ่ม อีกด้วย

มะเรามาดูเเย้ร้องเพลงกันนะครับ  ต้องขออภัยที่ฝีมือในการถ่ายไม่ดีนะครับ....กำลังได้กล้องมาใหม่ไม่ถึงหกเดือนเอิ๊กๆ เด๋วไปดูกันนะครับ
ฮาสาด เเย้ถือไมกับคณะ



ตารางสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/2555 (สอบเดือนตุลาคม 2554)

 Angry Angry Angry  ไม่เอาไม่อยากรู้ๆ.......อ่านสือยังไม่ได้อ่านเลย.....

1 - 29 กค. 2554 ลงทะเบียน, สมัครสอบ
1 - 30 กค. 2554 ชำระเงินค่าสมัคร
1 - 31 กค. 2554 ระบุโรงเรียนที่ต้องการเป็นสนามสอบ
20 สค. 2554 ประกาศเลขที่นั่งสอบ,สถานที่สอบ และพิมพ์บัตรผู้สอบ
8 - 11 ตค. 2554 สอบ

*8 ตค. 2554
08.30-11.30 น. 85 GAT ความถนัดทั่วไป
13.00-16.00 น. 71 PAT 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์

*9 ตค. 2554
08.30-11.30 น. 72 PAT 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์
13.00-16.00 น. 75 PAT 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู

*10 ตค. 2554
08.30-11.30 น. 73 PAT 3 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์
13.00-16.00 น. 74 PAT 4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์

*11 ตค. 2554
08.30-11.30 น. 76 PAT 6 ความถนัดทางศิลปกรรม
13.00-16.00 น. 77 PAT 7.1 ความถนัดทางภาษาฝรั่งเศส
78 PAT 7.2 ความถนัดทางภาษาเยอรมัน
79 PAT 7.3 ความถนัดทางภาษาญี่ปุ่น
80 PAT 7.4 ความถนัดทางภาษาจีน
81 PAT 7.5 ความถนัดทางภาษาอาหรับ
82 PAT 7.6 ความถนัดทางภาษาบาลี

10 พย. 2554 ประกาศผลสอบ   บ่ะ บ่ะ  ซวยเเน่ๆ.....
 Huh? Huh? โชคดีนะครับ ม.หก  ทั้งหลาย  เค้าพูดเล่นน่า เราก็ ม.หก นี่หว่า  Roll Eyes Roll Eyes

Thursday, June 23, 2011

ในหลวงฯในสายตาของ ชาวต่างชาติ

ในหลวงฯในสายตาของ ชาวต่างชาติ

ไหน จะเขมร พม่า น้ำท่วม พายุ คลิป เสธหนั่น การประท้วง.. ที่สำคัญการโพสต์ข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามหน้าwall และในหลายเว็ปไซ ด์....พาทั้งผมและคนไทยเครียดกันเป็นแถบๆ ถ้าไม่ให้ตกเทรนคงต้องคุยกันแต่เรื่องพวกนี้ แต่วันนี้มีเรื่องเล่าให้หายเครียดกับบรรยากาศบ้านเมือง แต่คนทำให้หายเครียดกลับไม่ใช่คนไทย กลายเป็นคนต่างชาติไปซะนี่...แปลก ซึ้ง แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง...ถ้ามีฝีมือใ นการถ่ายทอดพอคงได้ เห็นน้ำตาซึมออกมา เพราะความปีติอีกครั้ง...ตามมาครับ



เมื่อวัน ก่อน พอดีมีโอกาสต้อนรับนักธุรกิจชาวอังกฤษหนึ่งท่าน ที่มาตามงานที่เขาสั่งไว้..ตามภาษาคนทำ ธุรกิจเลยต้องรับขับสู้ให้ดี ที่สุดเพื่อโชว์ความเป็นคนไทยที่มีน้ำใจ....เรื่องมันเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร มื้อค่ำครับ....เราก็ทานกันไปตามปรกติมาอีตอน ท้ายๆการสนทนาครับ...จำได้ว่า เราคุยกันเรื่องการลงทุนนี่แหละครับ...อยู่ดีๆ ฝรั่งตาน้ำข้าวก็พูดขึ้นมา ว่า..."คุณรู้ไหม ทำไมคนต่างชาติหลายๆประเทศทำไมตัดสินใจมาลงทุน ที่เมืองไทย "..เราก็ตอบไป ตามสไตล์คนอยากรู้ว่า ...ไม่รู้ เข้าทางฝรั่งเลยครับ เขาพูดขึ้นมาว่า "ส่วนมาก แล้วจะประเมินกันว่าแรงงานประเภทงานฝีมือคนไทยมี ศักยภาพสูงสุดในแถบเอเซีย สูงกว่าญี่ปุ่นเสียอีก ตอนนี้จะพอมีใช้ได้ก็เวียดนาม แต่ยังห่าง"....แต่นั้นไม่ใช่เหตุผลหลักนะครับ เพราะสิ่งที่นักธุรกิจคนนี้พูดต่ออกมาคือ....."แต่ปัจจัย หลักที่พวกเขา ตัดสินใจมาลงทุนที่เมืองไทยเป็นเพราะ "ในหลวงฯ.."..เริ่มอึ้งไป ชั่วขณะเพราะงง..จึงถามกลับไปว่าทำไมจึงเป็น เพราะ ในหลวงฯ...มาฟังคำตอบชัดๆเลยครับ..



"ก็เพราะ ประเทศคุณมี king of king...(แปลไม่ถูก เพราะหัวใจมันพองโตขึ้นมาในทันใด)...พวกเราเป็น ที่รู้กัน มาตลอดว่าประเทศไทย ไม่ว่าจะมีเรื่องเลวร้ายแค่ไหน มันจะผ่านไปได้ทุกครั้ง แม้นกระทั้งความรุนแรงหรือความแตกแยกทางความคิดใดๆ หากเกิดขึ้น...เพียงในหลวงฯของคุณบอกให้ จบทุกอย่างจะจบ ด้วยความสงบสันติ"...แล้วผมก็ถาม กลับไปว่าตอนนี้เรายังมีปัญหาอยู่เลย..เขา ตอบกลับทันทีว่า "เรื่องการจราจลเผาเมืองที่ผ่านมาเขาตามข่าวมาตลอดด้วยความเป็นห่วง แต่ที่แปลกใจก็คือครั้งนี้ในหลวงไม่ออกมา แต่นั้นทำให้เขารู้ว่า..ความรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องความ"แตกแยก"แต่เป็นเรื่อง"การเมือง" ในหลวงฯจึงไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว"......

...จบตอนนี้ผม อึ้ง ทึ่ง สมองสั่งการให้เห็นแสงสว่างขึ้นมาทันทีว่า..จริงด้วยเราหลงทางหรือเปล่าที่ คิดว่าเราแตกความสามัคคี จริงๆแล้วเป็นเรื่องการเมือง ของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น....คิดได้เท่านั้นทุกอย่างก็หยุดลง เพราะคำว่า"ในหลวง"ที่มี คุณูปการมากมายที่มีต่อคนไทย จนคนไทยอย่างเราเองคาดไม่ถึง นึกไม่ถึงว่าคนต่างชาติมาลงทุนบ้านเราเพราะพระบารมีของพระองค์...ผมกับคุณพ่อเริ่มออกอาการซึมเพราะมันรู้สึกตื้นตัน อย่างบอกไม่ถูกเวลานั้น..... ทุกอย่างแห่งความซาบซึ้งน่าจะจบลงตรงนั้นแต่แล้ว..น้ำตามันซึมออกมาเองอีก ครั้ง...เมื่อตอนคนมาเก็บเงินค่าอาหาร...ในตอนที่ เอาเงินส่งให้พนักงาน...ฝรั่งคนเดิมพูดขึ้นมาอีก ว่า....

"คน ไทยนี่โชคดีจริงๆนะ จะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร มีในหลวงฯคอยติดตามเฝ้าดูอยู่อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา"....ผมกับพ่อ หันไปมอง คราวนี้พ่อผมถามเองเลยว่า..คุณรู้ได้อย่างไร เขาตอบกลับทันทีเลยว่า...."ก็ผมเห็น ธนบัตรไทยมีรูปในหลวงฯของพวกคุณอยู่ ทุกๆใบแม้นกระทั่งในเหรียญที่มีค่าน้อยที่สุดถึงมีค่ามากที่สุดในธนบัตร เห็นเป็นอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว ดังนั้นเวลาคนไทยไปไหน ในหลวงฯจะอยู่กับคนไทยตลอดเวลา ไม่เคยห่างกัน ผมยังสงสัยเลยว่า ทำไมรัฐบาลคุณไม่ พิมพ์คำว่า.."เรารักในหลวง" ลงไปในธนบัตร.."..ทั้งผม ทั้งพ่อน้ำตากลั้นไม่ ไหวจริงๆครับ มันซึมออกมาแบบไม่อายเลย น้ำลายมันก็กลืนไม่เข้าเวลานั้น....."เท่ห์" มากครับ ที่เกิดเป็นคนไทย หัวใจมันพองโต จนรู้สึกว่าตายกี่ชาติต่อกี่ชาติ ขอให้ได้เกิดเป็นคนไทยทีเถิด....



ส่งแขก เสร็จกลับบ้านกับพ่อสองคน..ตลอดทางไม่พูดกันซักคำ ต่างคนต่างเงียบ ผมก็ได้แต่นั่งคิดถึงคำพูดไอ้ฝรั่งคนนี้มาตลอดทาง มันเป็นความสุขที่ได้รับแบบคาดไม่ถึงจริงๆครับ ....พอถึงบ้านจอดรถให้พ่อลงที่หน้าบ้านเห็นแม่มายืนรออยู่...พอพ่อลงรถคำแรก ที่พ่อพูดกับแม่คือ..ถามลูกมันดูซิว่า แกรรี่เค้าพูดถึงในหลวงว่ายังงัย.....จบครับ เป็นอันว่าตลอดทางที่กลับบ้านพ่อผมคิดถึงแต่เรื่องในหลวงฯแน่นอน.....



เรื่อง ทั้งหมดที่เล่าคงอธิบายความรู้สึกที่อยากจะถ่ายทอดทั้งหมดไม่ได้ แต่อยากแบ่งปันครับ....แบ่งปันให้พวกเราเก็บ เรื่องดีๆนี่ไว้ในความทรงจำ เพื่อแบ่งปันกันต่อจากรุ่นสู่รุ่น...ไม่น่าเชื่อนะครับว่า คนอื่นมองเห็นเราชัดเจนกว่าตัวเราที่เป็นคนไทย ซะอีก...คำว่า เป็นเรื่อง"การเมือง" ไม่ใช่ เรื่องความ"แตกแยก"....อาจเป็นคำ ตอบให้คนไทยกลับมาคิดทบทวนกันอีก ครั้งว่า..เราแตกแยกกันจริงหรือ..เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐที่ สุด จนคนทั้งโลกยังอิจฉาแต่เราบางคนกลับมองไม่เห็น......

เพิ่งรู้ และสัมผัสกับคำว่า หัวใจพองโต...มันคับฟ้าคับแผ่นดิน..จริงๆนะ ครับ..ที่สำคัญคือ..การที่รู้สึก แบบนี้ได้เป็นเพราะ..ผมเป็นคนไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐที่สุดเป็น "พ่อของ แผ่นดิน"..พระองค์ฯ ต้องอยู่เป็นมิ่งขวัญให้คนไทยทั้งแผ่นดินตลอด ไป ....จริงไหมครับ..????









ความคิดเห็นที่ 42   ไปเจอรูปนี้ในเฟสบุคเพื่อนมา ========================================= ภาพจากประเทศ ภูฏาณ ภาพนี้ ประทับใจ ซาบซึ้งใจ... ที่เจ้าชายจิกมี่ ทรงนับถือในหลวงของเรา และเอาเป็นแบบอย่างของพระองค์ในการปกครองประเทศ/ ภาพจากฟอเวิดเมล


[url]http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H10706896/H10706896.html[/url]

Monday, May 2, 2011

ณ.ค่าย จปร.

ณ.ค่าย จปร.             
             เมื่อประมาณไม่กี่วันที่ผ่านมามีนักเรียน วงโยของเราได้ไปเข้าค่ายภาษา Eng  ณ.ค่าย รร.จปร. เท่าที่รู้เป็น รร.ที่นักเรียนชายหลายคนใฝ่ฝันอยากจะเรียนที่นี่......จะบอกให้นะครับถ้าอยากจะเรียนต้องขยันอ่านหนังสือเเละออกกำลังกายมากๆ มีสิทติดเเน่นอน

เอาก่อนอื่นจะบอกว่ารูปที่มีเนี่ยมีน้อยมากเพราะไม่มีเวลาถ่ายส่วนใหญ่ทำกิจกรรมมากกว่าเอาไปดูพอหอมปากหอมคอเเล้วกันครับ...
                 พวกนี้เป็นรูปที่นักเรียนเก็บของเเละก็ทำกิจกรรมต่างๆครับ........เห็นเเล้วก็พูดได้อย่างเดียวว่า...(ทำมาหมดเเล้ว) เเต่ก็ดีครับเพราะตอนที่ทำกิจกรรมมีทหารมาสรุปเเละบอกอะไรหลายอย่างทั้งเรื่อง การเรียน เป้าหมายของกิจกรรมเเละก็เรื่องโอกาส อันนี้เเหละที่ชอบที่สุด


ต่อๆ

Friday, April 22, 2011

15 เรื่องแปลกแต่จริงที่ไม่น่าเป็นไปได้

1. ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก
ส่วนใหญ่เราต้องตอบว่า "ยอดเขาเอเวอเรสต์"
แต่ จริงๆแล้วไม่ใช่ ที่ถูกต้องคือ "ยอดเขามัวนาเคีย (Mauna Kea) " ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของหมู่เกาะฮาวาย ถ้าวัดจากตีนเขา ซึ่งอยู่ที่ระดับพื้นดินใต้ทะเลจะสูงถึง10,200 เมตร ทั้งๆที่ยอดเขาเอเวอเรสต์สูงแค่ 8,848 เมตรนั่นเอง

2.สถานที่ใดแห้งแล้งที่สุดในโลก
ทวีป แอนตาร์กติกา ที่ขั้วโลกใต้ พื้นที่บางส่วนของทวีปนี้ ไม่มีฝนตกมาประมาณ 2ล้านปีแล้ว พื้นที่บางส่วนของที่นี่ไม่มีหิมะ ปราศจากน้ำแข็งและไม่มีฝนตกมาเลย เรียกว่า หุบเขาแห้ง(Dry Valley) เรียกได้ว่าแห้งแล้งกว่าทะเลทรายซาฮาร่า 250 % เลยทีเดียว

3.อะไรคือสิ่งที่มีขนาดใหญ่สุดที่วาฬสีน้ำเงินจะกลืนได้
มันคือ ขนาดของ ส้มหนึ่งผล ส่วน สิ่งที่เล็กที่สุดที่วาฬจะกลืนได้ คือ ฝุ่นทรายใต้ทะเล

4.สัตว์ชนิดใดอันตรายที่สุดตั้งแต่เคยมีมา
ครึ่งหนึ่งของมนุษย์ที่เสียชีวิต ประมาณ 45,000 คน ถูกฆ่าด้วยน้ำมือของยุงเพศเมีย

5.โลกมีดวงจันทร์เป็นบริวารกี่ดวง
อย่างน้อย7ดวงซึ่งมีอยู่ดวงเดียวที่เรามองเห็น

6.แสงเดินทางด้วยความเร็วเท่าใด
คำ ตอบคือไม่แน่นอน มีแต่ในภาวะสุญญากาศเท่านั้นที่แสงจะเดินทาง ด้วยความเร็วเกือบ300 000กม. ต่อวินาทีได้ ในตัวกลางอื่นๆแสงจะเปลี่ยนความเร็วไปอย่างมาก

7.อูฐเก็บอะไรไว้ในโหนกของมัน
ที่เก็บไว้คือไขมัน โหนกของอูฐไม่ได้เก็บน้ำไว้น้ำจะอยู่ตามร่างกายอูฐ

8.สิ่งที่ก่อสร้างโดยฝีมือมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
หาก ถ้าเราตอบว่า "พีระมิด หรือ กำแพงเมืองจีน" จริงๆแล้วไม่ใช่ สิ่งที่ถูกต้องคือ เฟรชคิลล์ เกาะสำหรับทิ้งขยะในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นเกาะที่ชาวอเมริการ่วมกันสร้าง สันนิษฐานว่าอีก 10 ปี ข้างหน้า จะใหญ่กว่าทวีปออสเตรเลียซะอีก เพราะรวมขยะทั่วโลกกองกันไว้ที่นั่น

9.สิ่งมีชีวิตใดที่มีโอกาสจะรอดชีวิตจากนิวเคลียร์มากที่สุด
แมลงสาบเป็นคำตอบที่ผิด ประเด็นที่น่าสนใจคือทำไมพวกเราจึงเชื่อว่าแมลงสาบมีโอกาสรอดที่สุด
นัก วิทยาศาสตร์2คนนำแมลงหลากหลายชนิดไปทดสอบกับปริมาณรังสีนิวเคลียร์ในหน่วย แรด (rad)มนุษย์จะตายเมื่อมีรังสี 1000แรด แมลงสาบ20 000แรด แมลงวันผลไม้อยู่ที่64000 ขณะที่ตัวต่อจะตายในปริมาณ180000แรด ส่วนผู้ที่ครองอันดับหนึ่งคือ แบคทีเรียชื่อไดโนคอดคัส เรดิโอ

10.สิ่งใดที่ตัวอสุจิของผู้ชายให้คึกคักได้
กลิ่นดอกลิลลี่แห่งหุบเขา(lilly of the valley)

11.สัตว์อะไรขึ้นสู่อวกาศเป็นตัวแรก
แมลงวันผลไม้ขึ้นไปกับจรวดV2 ไม่ใช่สุนัขที่ชื่อ "ไลก้า"

12.คนที่ล่องเรือไปรอบโลกคนแรก
เฮนรี่ เดอะ แบล็ก แต่ไม่มีใครทราบเพราะไปอย่างลึกลับ แต่มีคนไปพบศพที่เกาะแห่งหนึ่งอยู่ที่แหลมของขั้วโลกใต้

13.สัตว์ชนิดใดมีความยาวที่สุดในโลก
หลายคนตอบว่าต้องเป็นวาฬสีน้ำเงิน แต่จริงๆไม่ใช่ แต่เป็น หนอนริบบิ้น ซึ่งถ้ามาวัดขนาด จะยาวกว่าวาฬสีน้ำเงินถึง 11 เท่า

14.จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณตัดไส้เดือนออกเป็น 2 ท่อน
ก็ได้แค่ซากไส้เดือนตายนะสิ บางครั้งส่วนหัวอาจมีชีวิตอยู่ แต่คุณไม่ได้ไส้เดือน 2 ตัวจากการแบ่งหรอก

15.เสียงอะไรดังที่สุดในมหาสมุทร
มันคือฝูงกุ้ง ซึ่งดังกว่าเสียงต่างๆในทะเลถึง 7 เท่า

---------------------------------------------------------------------------

อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับปลาสวยงาม สัตว์เศรษฐกิจและเรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่นี่จ้า
เครดิต : http://myaqualove.blogspot.com

Thursday, April 21, 2011

เรียนดนตรีจบแล้วจะไปทำงานอะไร

 คำถามนี้เป็นคำถามที่ผมและคณาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ต้องทำการบ้านเตรียมตัวตอบ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ในช่วงเวลาปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่อยู่เป็นประจำทุกๆ ปี


      ผมคิดว่า คำถามนี้เป็นคำถามที่ตอบยาก ถ้าอยากจะได้คำตอบที่แท้จริง คงจะต้องใช้เวลาตอบเป็นส่วนตัวกันทีละคน ซึ่งคงจะใช้เวลาหลายวัน กว่าจะตอบจนพอใจกันได้ทุกฝ่าย ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้จริงหรือไม่


      ที่ว่าจะต้องตอบกันทีละคนนั้น โดยส่วนตัวผมจะต้องเข้าใจจุดมุ่งหมายของผู้ถามเสียก่อนว่า “จะไปทำงานอะไร” นั้น จริงๆ แล้วหมายความว่าอย่างไร จะแปลว่า “จะไปทำอะไรกิน” คราวนี้ต้องถามกลับไปว่า กินมากกินน้อยแค่ไหน กินเท่าไรจึงจะมีความสุข ถ้าจะถามตรงๆ ว่า “จะทำเงินได้มากแค่ไหน” ก็คงยิ่งจะต้องคุยกันต่อว่า มีเงินมากแค่ไหนจึงจะพอ แล้วถ้าทำเงินได้มากมายมหาศาลแล้วจะเอาเงินไปทำอะไร แต่ถ้าบังเอิญมีคนถามว่า เป็นนักดนตรีแล้วจะเป็นมนุษย์ที่อารมณ์ดีมีความสุขหรือเปล่า ถ้าคราวนี้ก็ต้องคุยกันต่อว่า ความสุขในความหมายของคนถามนั้นคืออะไร ท่าทางคงจะต้องคุยกันอย่างจริงจังสำหรับคำถามนี้


      จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผม ผมสามารถอธิบายให้นักเรียนดนตรีฟังได้ว่า สิ่งที่ผมเรียนรู้จากดนตรีคลาสสิกนั้นมากมายกว่าการได้เดินขึ้นเวทีแสดงหรือ การมีผลงานออกวิทยุโทรทัศน์ ดนตรีคลาสสิกมีประวัติศาสตร์ยาวนานสั่งสมมากว่าพันปี     จากประวัติศาสตร์เราได้เรียนรู้จากผลงานของนักดนตรีและนักแต่งเพลงจำนวนมาก หลายๆ คนทำให้มนุษย์ปัจจุบันพิศวง จนทุกวันนี้ผมยังเกิดความปิติที่ตนเองได้สัมผัสและถ่ายทอดผลงานของอัจฉริยะ บุคคลเหล่านี้


      นักเรียนดนตรีคลาสสิกต้องทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกซ้อมอย่างมาก การฝึกซ้อมดนตรีจริงๆ นั้นต่างจากการเล่นมากๆ ไม่ไพเราะ แล้วก็ไม่สนุกเอาเสียเลย นักดนตรีจะต้องพิจารณาถึงปัญหาต่างๆ ของเครื่องดนตรี รวมไปถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทเพลง ต้องซ้อมซ้ำๆ จนมั่นใจว่าจะไม่มีอะไรติดขัดเมื่อถึงเวลาที่จะต้องแสดง เมื่อครั้งที่ผมไปเรียนดนตรีในต่างประเทศ ทางโรงเรียนจัดให้อยู่ในบ้านพักที่มีนักเรียนดนตรีสิบกว่าคน ทุกคนซ้อมดนตรีเฉลี่ยแล้วไม่ต่ำกว่าแปดชั่วโมงต่อวัน บางคนตื่นสายแล้วซ้อมไปจนดึกดื่น บางคนตื่นมาซ้อมแต่เช้ามืด บ้านหลังนั้นจึงมีแต่เสียงซ้อมดนตรีตลอดเวลา นักดนตรีจะเรียนรู้ถึงความอดทนเป็นสิ่งสำคัญ อดทนที่จะทำสิ่งที่ทำได้ยาก การมีสมาธิ มีสติที่จะต้องทำในสิ่งไม่สนุกนั้น เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของคนเรา ถ้ามีความอดทนในเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็น่าจะอดทนในเรื่องต่างๆ ที่ประสบพบในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสังคมในปัจจุบัน คงไม่มีใครเถียงว่า พวกเราต้องใช้ความอดทนสูงเพียงใด ที่จะรับข่าวสารที่ตรงกันข้ามกับความพึงพอใจของเราอยู่เสมอ


      ทุกวันนี้ผมเล่นดนตรีอย่างมีความสุข ความสุขไม่ได้มาจากสินจ้างรางวัล หรือชื่อเสียงในสังคม การฝึกซ้อมดนตรีอย่างจริงจังมาตลอดชีวิต ทำให้ได้สัมผัสกับผลงานของคีตกวีชั้นยอดอย่างสม่ำเสมอ ผมเรียนรู้ที่จะหาความสุขจากการแปรเปลี่ยนของท่วงทำนองและเสียงประสาน รสชาติสีสันของเครื่องดนตรีต่างๆ ที่หลากหลาย ความสุขประเภทนี้ไม่ต้องดื่มด่ำด้วยสุราหรือยาเสพติด ไม่เสียสุขภาพ และที่สำคัญมีเงินทองแค่ไหนก็ซื้อความสุขแบบนี้ไม่ได้ แล้วจะวิ่งหาเงินมากมายกันไปทำไม


      ชีวิตนักดนตรีคลาสสิกไปกันได้อย่างดีกับชีวิตที่เป็นครูอาจารย์ นักดนตรีคลาสสิกอย่างผมไม่สามารถแสดงดนตรีให้ดีได้ ถ้าไม่มีสติครบถ้วนสมบูรณ์ เราแทบจะไม่เคยพบว่านักดนตรีคลาสสิกดื่มสุราก่อนแสดง หรือว่าเป็นนักดนตรีที่เสียชีวิตจากการใช้ยาเสพติด ผมมีความสุขที่ได้เห็นนักเรียนของผมหน้าตาสดใสห่างไกลจากอบายมุขทั้งหลาย ดนตรีคลาสสิกทำให้ผมเห็นว่าความบันเทิงเริงรมย์นั้นไม่ได้สวนทางกับศีลธรรม และจริยธรรมไปเสียทั้งหมด


      เคยมีปราชญ์กล่าวไว้ว่า ครูสอนในสิ่งที่ตนเองเป็นไม่ใช่เพียงแต่สอนในสิ่งที่ตนเองรู้ คราวนี้ต้องหันมามองระบบการศึกษาของเราว่าสอนคนให้ไปเป็นอะไร แล้วครูที่สอนนั้นควรจะมีลักษณะเป็นอย่างไร ผมคงจะต้องหาคำตอบสำหรับพิธีปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ในปีถัดไป ในขณะนี้คิดได้เพียงแต่ว่า เรียนจบไปแล้วจะทำอะไรก็ได้ขอให้มีความสุข แต่ความสุขของคนเรานี่มันอยู่ที่ไหนกันแน่ อยู่ที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่วัด ที่ตลาดหลักทรัพย์ หรืออยู่ที่ตัวเอง


     
ถามครูสอนดนตรีอย่างเดียวคงไม่พอเสียแล้ว

The Flow "พู่กัน" ระบายสีบน iPad

นักพัฒนาพยายามออกแบบสไตลัส (stylus) ที่เหมาะสำหรับการวาดรูปไปจนถึงสามารถใช้ระบายสีบนไอแพด (iPad) แต่หลายต่อหลายตัวทีออกมาก็ดูเหมือนจะทำงานได้ไม่สมบูรณ์นัก จนกระทั่ง สองหนุ่มนักประดิษฐ์ที่ Joystickers ได้พัฒนา "The Flow" สไตลัสที่มีดีไซน์แบบพู่กันระบายสีสำหรับจอสัมผัสที่ใช้เทคโนโลยี Capacitive แบบที่ใช้ใน iPad และแท็บเล็ต (tablet) ส่วนใหญ่ในท้องตลาด

The Flow เป็นสไตลัสที่มีดีไซน์เหมือนพู่กันจริงๆ แทนที่จะดูคล้ายหัวปากกาแบบที่พบเห็นกันตัวไป ที่สำคัญมันสามารถใช้ในการระบายสีบนหน้าจอ iPad, XOOM หรือแท็บเล็ตจากผู้ผลิตรายอื่นๆ ไปจนถึงสมาร์ทโฟน โดยคุณสามารถใช้ The Flow แทนพู่กันจริงๆ เพื่อป้ายระบายสีบนแอพฯอย่าง Sketchbook Pro ของ Autodesk หรือ ArtRage บน iPad ได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า มันย่อมดีกว่าการใช้นิ้วเปล่าๆ ในการระบาย

Wednesday, April 13, 2011

โวล์กัง อะมาเดอุส โมสาร์ท

โวล์กัง อะมาเดอุส โมสาร์ท
โวล์กัง อะมาเดอุส โมสาร์ท
Wolfgang Amaeuus Mozozart

โมสาร์ทเป็นนักดนตรีชื่อดังมากคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้มีความเป็นอัจฉริยะมาตั้งเเต่เล็กเเละท่านได้เริ่มเรียนดนตรีมาตั้งเเต่อายุเริ่มได้สี่ขวบ

โมสาร์ท เกิดเมื่อ 27 มกราคม ปี ค.ศ. 1756 ที่เมืองซาลล์บูร์ก (Salzburg) ประเทศออสเตรีย บิดาเป็นหัวหน้าวงดนตรีเเละมีฝีมือในการเล่นไวโอลินมาก มารดาเป็นเเม่บ้านธรรมดา ท่านมีพี่น้องหลายคนเเต่เสียชีวิตหมด เหลือเพี่ท่านกับพี่สาวเท่านั้น
โมสาร์ท เล่นเพลงได้เพลงเเรกตอนอายุ 5 ขวบ พออายุได้ 6ขวบ บิดาก็ได้ให้ของขวัญเป็นไวโอลินหนึ่งตัวเเละเป็นตัวเเรกของเค้า(ถามว่ารู้ได้ไง ผมเดาเอาครับ) ที่อ่านมาประวัติเขียนไว้ว่า เค้าได้เรียนไวโอลินด้วนตัวเองด้วยไม่มีใครสอน มีอยู่ครั้งนึงที่ท่านโมสาร์ทได้ขอบิดาเข้าร่วมเล่นในวงโดยใช้ไวโอลินเเต่บิดาท่านก็ไม่ยอมเเต่เมื่อรบเร้าจนบิดายอมท่่านก็ได้ร่วมเล่นเเต่ต้องเล่นด้วยเสียงที่เบาที่สุด....  เเต่เมื่อท่านเล่นได้สักพักทุกคนก็หยุดเล่นเพราะ งง กับ เสียงไวโอลินของโมสาร์ท ที่เล่นได้ดีมาก... จากนั้นบิดาก็ตั้งใจฝึกฝนให้โมสาร์ทเพื่อที่ตั้งความหวังไว้ให้เป็นนักไวดอลินระดับโลก
          เเละโมสาร์ทยังสามารถเล่นเครื่องดนตรีได้อีกหลายชนิดเช่น เปียนโนเเละออร์เเกน เเละต่อมา ท่านโมสาร์ทเเละพี่สาวก็ได้ออกเดินทางไปเเสดงดนตรีในหลายๆที่พร้อมกับบิดาของท่าน เเละได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากหลายๆสถานที่เช่น ออสเตรีย อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส



    โมสาร์ทมีผลงานประพันธ์ดนตรีประมาณ 200 กว่าชิ้น ล้วนเป็นผลลงานอมตะทั้งสิ้น เพลงสุดท้ายท่านได้เเต่งขณะที่ท่านกำลังป่วย  เเม้ขณะป่วยก็ยังต้องเอาเงินมาช่วยครอบครัว ซึ่งท่านเเต่งยังไม่เสร็จท่านก็ได้เสียชีวิตลง ท่านเสียชีวิตตอนอายุได้เพียง 35 ปีเท่านั้นเอง ท่านโมสาร์ถือว่าเป็นนักดนตรีอาพับมากเพราะเมื่อการจัดงานศพก็ไม่มีใครไปเพราะเกิดพายุเเละเมื่อมีคนลำลึกถึงเค้าก็ไม่มีใครจำหลุมฝังศพได้เพราะได้มีการนำศพไปฝังรวมกับศพอื่นเพราะความรีบร้อนของใครบางคน...

      ผลงานของท่าน โวล์กัง อะมาเดอุส โมสาร์ท
อุปรากรหรือโอเปรา กันนาตา มิซซาผู้ล่วงลับ  เพลงร้อง เพลงสำหรับวงดุริยางค์เครื่องสาย ดนตรีเชมเบอร์ ซิมโฟนี รวมทั้งที่ผมชอบมากมาย concerto