ดนตรีเป็นสิ่งที่จรรโลงโลก ช่วยสร้างความสุขให้เกิดแก่ผู้ที่ได้ยินได้ฟังตลอดจนผู้ที่เป็นผู้เล่นผู้ บรรเลง เคยมีรายงานการวิจัยทางการแพทย์ว่าเด็กที่เรียนรู้
ดนตรีควบคู่ไป กับวิชาการต่างๆ นั้น จะมีพัฒนาการทางสมอง ตลอดจนมีความเยือกเย็นนุ่มนวลในพฤติกรรมการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ดี กว่าและมากกว่าเด็ก
ที่ไม่ได้เรียนรู้ดนตรีเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ผู้เขียนเป็นเด็กเริ่มจำความได้ ก็ได้รู้จักเรียนรู้ดนตรีสากลมาตั้งแต่บัดนั้น จวบจนถึงบัดนี้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่สิบปีแล้ว
สิ่งที่คุณครูได้สอนให้ รู้จักก็คือชื่อของเสียงต่างๆ อันได้แก่ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที รวมทั้งหมดเจ็ดชื่อ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าเด็กไทยและคนไทยแทบจะทุกคนรู้จักกัน
เป็นอย่างดีอีก สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเชื่อว่าคนไทยทุกคนคงจะรู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ของดนตรีสากล นั่นก็คือ “ความยาก” ไม่เชื่อท่านลองเข้าไปถามผู้บริหารสถาน
ศึกษา ต่างๆ ดูเถิด ร้อยทั้งร้อยก็จะตอบว่า “ยาก…” หรือไม่ก็ “เรื่องดนตรีคงต้องให้คุยกับครูดนตรี ตัวผมเองไม่สันทัดหรอก…” อะไรแบบนี้เป็นต้น ซึ่งเชื่อได้ว่าน่าจะ
ได้รับคำตอบแบบนี้เช่นเดียวกัน จากผู้บริหารการศึกษาในระดับที่สูงไปกว่านี้ ไม่ว่าจะในระดับกรมหรือในระดับกระทรวง และแม้กระทั่งในระดับที่สูงไปกว่านั้นก็คือใน
ระดับของคณะรัฐมนตรีตลอด เวลาสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานั้น ผู้เขียนได้พบกับเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอนวิชา ดนตรีสากลในประเทศไทยหลายๆ
ประการ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบสืบเนื่องซึ่งกันและกัน จนเป็นวงจรที่ไม่รู้จบ ผลที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากเหตุเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ว่าเหตุแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น
เมื่อประกอบกันเข้าแล้ว ก็ได้ก่อให้เกิดเป็นวิกฤตการณ์ที่มองไม่เห็นอยู่ในปัจจุบันเรื่องแรกก็คือ เราจะพบเห็นหรือสังเกตเห็นได้ว่าเด็กนักเรียนจำนวนมากต่างพากันเมิน
หน้า หนีจากการเรียนรู้วิชาดนตรีสากล ซึ่งน่าจะเกิดมาจากกรอบการรับรู้ที่บอกเล่าสืบทอดกันต่อๆ มาในทุกระดับอายุและทุกระดับความคิดว่าการเรียนรู้ดนตรีสากล
เป็นเรื่อง ที่ยาก พอพูดถึงเรื่องการเรียนดนตรี ต่างก็นึกเห็นภาพของตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นลอยเด่นเป็นเครื่องกีดขวางที่ น่ากลัวเสียแล้วเรื่องต่อมาก็คือ เราจะพบว่า
กระบวนการสอนวิชาดนตรีสากล ของครูดนตรีแทบจะทั้งหมดในประเทศไทยนั้น ล้วนแล้วแต่ติดอยู่ในกรอบการถ่ายทอด โดยทั้งหมดจะเริ่มต้นด้วยการสอนให้รู้จักกับ
ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้น ซึ่งเป็นเหมือนกับยาดำหรือยาขมหม้อใหญ่ ไม่ว่าสำนักตักศิลาไหนๆ หรือตำราเล่มใดๆ ในประเทศไทยล้วนต่างมุ่งหน้าเดินไปตามวิธีการสอน
แบบนี้ แนวนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ราวกับว่าถ้าไม่เริ่มเรียนรู้ดนตรีผ่านตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นแล้ว ผู้เรียนจะไม่มีวันที่จะเข้าใจและจะไม่สามารถเล่นดนตรีสากลเป็นเพลงได้เลย
สัก คนกระนั้นผู้เขียนเองก็นึกแปลกใจว่านักดนตรีตาบอดที่มีอยู่มากมายก็ดี หรือนักดนตรี “แตรวง” นับร้อยวงที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย ซึ่งต่างเดินนำหน้าขบวนแห่นาค
ส่งนาคเข้าโบสถ์ทั่วประเทศไทยมาตลอดระยะ เวลาหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ นับจำนวนนาคได้ไม่ถ้วนนั้นก็ดี หรือแม้กระทั่งนักดนตรีบางคนในวงยอดนิยมบางวงที่ไม่เคย
เรียนรู้ตัวโน้ต มาก่อนก็ดี รวมตลอดไปถึงนักดนตรีในสมัยก่อนหน้าที่จะมีการเรียนรู้ตัวโน้ตและบรรทัดห้า เส้นก็ดี เขาเหล่านั้นดูถ้าจะเป็นนักดนตรีผู้วิเศษหรืออย่างไร
ที่ สามารถเล่นดนตรีได้โดยไม่ต้องเรียนรู้ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นการที่นัก ดนตรีตาบอดก็ดี หรือนักดนตรีแตรวงก็ดี ตลอดจนนักดนตรีอื่นๆ ที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ซึ่ง
ส่วนใหญ่เกือบจะร้อยทั้งร้อยล้วนแต่ไม่เคย ได้เรียนรู้ดนตรีผ่านตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้น แต่กลับสามารถเล่นดนตรีได้เป็นอย่างดีนั้น เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้
ฝึกฝนดนตรีนั้นสามารถทำได้โดยไม่ ต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ผ่านตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นก็ได้ เพียงแต่ว่าถ้าสามารถอ่านโน้ตและปฏิบัติโน้ตได้ด้วย ก็จะยิ่งดีมากขึ้น
เท่า นั้นเปรียบได้กับเด็กที่ยังไม่เคยผ่านการเรียนรู้ ก.ข. กอกา แต่ก็สามารถสื่อสารส่งเสียงพูดคุยกับคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นแล้วถ้าได้มีโอกาสเรียนต่อใน
โรงเรียนก็จะสามารถอ่านออกเขียน ได้ในภายหลัง คงไม่มีเด็กทารกคนใดที่พอลืมตาดูโลกขึ้นมาก็เริ่มเรียนเขียนอ่าน ก.ไก่ ข.ไข่ กันตั้งแต่แรกเกิดเป็นแน่
สองเรื่องแรกที่ผ่านไปนั้น ได้ส่งผลให้เรื่องต่อมาก็คือจำนวนครูดนตรีที่จะมาถ่ายทอดความรู้ทางดนตรีให้ แก่เยาวชนของชาติก็ค่อยๆ ลดน้อยถอยลง ทางราชการ
หรือผู้เกี่ยวข้องที่มี หน้าที่รับผิดชอบดูแลการศึกษาของชาติก็ทำได้แต่เพียงการออกมาแก้ตัวว่า เป็นเพราะครูดนตรีมีจำนวนน้อย และวิชาดนตรีเป็นวิชาที่ยาก เท่านั้นเอง
ยัง ไม่มีผู้บริหารการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับสูงผู้หนึ่งผู้ใดมองเห็น ผ่านทะลุไปถึงการที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนวิชาดนตรีสากลให้เป็น เรื่องที่ทำได้
เข้าใจได้ง่ายๆ แต่ประการใด อาจจะเป็นไปได้ว่ายังมองไม่เห็นเป็นปัญหา หรือแม้จะมองเห็นเป็นปัญหาแล้ว แต่ก็ยังนึกหาวิธีการแก้ไขไม่พบ ก็เป็นได้
วิธีการแก้ไขปัญหาที่ได้ทำอยู่ในปัจจุบันนั้น ทำโดยการตัดวิชาดนตรีออกจากตารางสอน ปรับเปลี่ยนให้เป็น “กลุ่มสาระ” แทน หมายความว่าถ้านักเรียนคนใดสนใจ
ก็ให้ไปเข้ากลุ่มเรียนรู้เอาเองไม่มี การเรียนการสอนตามตารางสอนแบบเดิมอีกต่อไป ซึ่งวิธีการนี้ดูจะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูดนตรีได้เป็นอย่างดี แต่น่าจะเป็นการแก้ไข
ปัญหาแบบกำปั้นทุบดินเสียมากกว่า กล่าวคือเมื่อไม่มีครูหรือครูมีจำนวนน้อยไม่เพียงพอ ก็ไม่ต้องสอน ต่อไปใครอยากจะรู้ก็ให้ไปขวนขวายหาเอาเอง แบบว่าตามมีตามเกิด
ซึ่งก็คง จะเป็นวิธีที่นึกได้ทำได้อยู่ในปัจจุบัน ในขณะที่ยังนึกหาวิธีการที่ดีกว่านี้ไม่ได้แต่เป็นที่น่าแปลกใจ ที่เมื่อเวลามีการสอบรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีของภาควิชาดนตรี
ใน มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็มักจะพบว่าข้อสอบที่ออกมาใช้สอบคัดเลือกนั้น ดูราวกับว่าเด็กนักเรียนในระดับต้นๆ ก่อนหน้านั้นได้รับการสอนวิชาดนตรีสากลมาเป็นอย่างดี ทั้งๆ ที่จริงๆ
แล้ว แทบจะไม่มีโรงเรียนใดสอนดนตรีได้มากมายขนาดนั้นเลย เด็กที่สอบได้ล้วนแล้วแต่มีความรู้ความสามารถทางดนตรีเป็นอย่างสูง ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็นเด็กที่มา
จากครอบครัวที่มีฐานะ ความเป็นอยู่ที่ดีทั้งสิ้นส่วนผู้ที่มีโอกาสทางการศึกษา ได้ร่ำเรียนวิชาดนตรีในระดับมหาวิทยาลัยจนจบปริญญา อันมีจำนวนน้อยนิด ซึ่งควรจะต้องมาทำหน้า
ที่เป็นครูถ่ายทอดความรู้ให้กับยาวชนรุ่นต่อไป นั้น บางส่วนก็กลับไม่ได้เลือกที่จะประกอบอาชีพราชการครูเพราะต้องการความอิสระ จึงยิ่งทำให้จำนวนครูดนตรีที่แต่เดิมมีน้อยอยู่แล้ว
นั้นก็ยิ่งลดน้อยลงทุกขณะ
สำหรับผู้ที่เลือกเข้ามาทำหน้าที่ครูดนตรี ก็ติดกรอบการเรียนรู้และการถ่ายทอด กล่าวคือตนเองเรียนรู้มาอย่างไร ก็สอนไปอย่างนั้น นั่นก็คือการสอนดนตรีด้วยการเริ่มต้นที่
ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นต่อไป เรื่องนี้นับเป็นเรื่องปกติ ตราบเท่าที่ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนการสอนวิชานี้
ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมานั้นก็ดำเนินไปเป็นวงจร ปีแล้วปีเล่า รอบแล้วรอบเล่า ผู้เรียนก็เมินหน้าหนี ผู้สอนก็น้อยลงทุกที ผู้เขียนเองก็นึกแปลกใจ ที่ผู้บริหารการศึกษาในระดับ
สูงของชาติที่มี หน้าที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้ให้ความสนใจในการที่จะคิดค้นหาวิธีการถ่ายทอดวิชา ดนตรีในแนวอื่นเข้ามาใช้ในกระบวนการศึกษา ยังคงสอนด้วยวิธีเดิมๆ ต่อไป ทั้งๆ ที่รู้ว่า
กระบวนการเรียนการสอนด้วยวิธีเดิมๆ ก็ให้ผลแบบเดิมๆ
ผู้เขียนเคยผ่านการเรียนในวิทยาลัยพณิชยการ มีจำนวนนักเรียนแต่ละรุ่นแต่ละวิทยาลัย ไม่ต่ำกว่ารุ่นละสี่ร้อยคน ในแต่ละรุ่นนั้นจะมีผู้ที่พิมพ์ดีดเร็วจี๋อยู่เพียงสองสามคน
แต่ว่านักเรียนทั้งรุ่นพิมพ์ดีดได้ทุกคน แปลว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาวิชาพิมพ์ดีดเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
ลองหันกลับมาพิจารณาจำนวนนักเรียนระดับมัธยมต้น ทั้งประเทศมีจำนวนหลายแสนคนในแต่ละปี แต่ถ้าเรานับดูจำนวนผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจทางดนตรี
กลับมีอยู่เพียง ไม่กี่สิบกี่ร้อยคนเท่านั้น แปลว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอนวิชาดนตรีสากลของประเทศไทยเรามีอยู่เพียง ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้น แปลกใจว่าผู้บริ
หารการศึกษาในระดับกระทรวงหรือระดับชาติกลับไม่เคยมองเห็นความผิดปกติในเรื่องนี้
ผู้เขียนไม่ใช่นักดนตรีที่มีฝีมือเก่งกาจ ไม่ใช่ผู้ที่มีชื่อเสียงทางดนตรี แต่ผู้เขียนพอจะมีความรู้ความเข้าใจในหลักการดนตรีสากล ในระดับที่ผ่านการเรียนวิชา
เรียบเรียงเสียงประสานมาแล้ว ผู้เขียนมีความเห็นว่าทฤษฎีดนตรีสากลนั้น สามารถถ่ายทอดได้โดยยังไม่ต้องใช้ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้น และการเรียนรู้ทฤษฎีดนตรีสากล
เป็นคนละส่วนกับการเรียนรู้การเล่นดนตรี สากลด้วยการอ่านตัวโน้ต มิหนำซ้ำการได้เรียนรู้และเข้าใจทฤษฎีดนตรีสากลไปก่อนนั้น จะช่วยเสริมแรงให้การเรียนรู้การเล่นดนตรี
สากลด้วยการอ่านตัวโน้ตนั้น ได้ผลสัมฤทธิ์มากขึ้นและเร็วขึ้นกว่าเดิม ผู้เขียนมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าการเรียนการสอนวิชาหลักการหรือทฤษฎีดนตรี สากลโดยยังไม่ต้องใช้ตัวโน้ต
และบรรทัดห้าเส้นนี้ สามารถทำได้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรีหลักสูตรใดๆ ก็ได้ โดยใช้เวลาไม่นานเกินหนึ่งภาคเรียนอย่างแน่นอน
สำหรับการเรียนรู้การเล่นดนตรีสากลด้วยการอ่านตัวโน้ตนั้นเป็นเรื่องของการ ฝึกฝนต่อยอด ซึ่งหากบุคคลผู้นั้นได้รับรู้เรียนรู้หลักการดนตรีสากลไปก่อนแล้วก็จะทำ
ให้ การฝึกฝนเรียนรู้ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น ขึ้นอยู่กับความสนใจความรักความชอบของแต่ละบุคคล เชื่อได้ว่าจะทำให้จำนวนผู้ฝึกฝนเรียนรู้ดนตรีจนถึงขั้นที่ชำนาญใช้การได้ นั้นเพิ่ม
ขึ้นมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว
ผู้เขียนไม่ได้บอกว่าการที่จะเรียนรู้และฝึกฝนการเล่นดนตรีสากลนั้นไม่ต้อง ใช้ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้น เพียงแต่ต้องการจะบอกว่าการเรียนรู้ทฤษฎีดนตรีสากลโดยยัง
ไม่ต้องใช้ตัว โน้ตและบรรทัดห้าเส้นนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในวิสัยที่จะทำได้ โดยไม่ทำให้ผู้เรียนบังเกิดความเบื่อหน่ายหรือขยาดกลัวเสียก่อน เมื่อเรียนรู้เข้าใจดีแล้ว หากจะเรียนรู้เพิ่ม
เติมในเรื่องของตัวโน้ต และบรรทัดห้าเส้นก็จะทำได้ง่ายขึ้นกว่าการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบเดิมๆ ที่ทำให้ผู้เรียนขยาดกลัวตั้งแต่เริ่มต้นเห็นตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นเสีย แล้วนั้น
และผู้เขียนก็ไม่ได้บอกอีกด้วยว่าจะต้องเรียนเฉพาะทฤษฎีดนตรี สากลเท่านั้น หากแต่ต้องการจะบอกว่าควรจะให้เด็กมีความเข้าใจในทฤษฎีดนตรีสากลที่สามารถ สอนได้ถ่ายทอด
ได้เรียนรู้ได้ โดยยังไม่ต้องใช้ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นเสียก่อน ควบคู่ไปกับการเรียนเนื้อหาสาระต่างๆ ตลอดจนการฝึกฝนการปฏิบัติดนตรีควบคู่กันไป เรียกได้ว่าอย่างน้อยก็ขอ
ให้ เข้าใจหลักการทางดนตรีเสียก่อน เมื่อรู้เมื่อเข้าใจหลักการแล้วก็จะไม่เกิดความเบื่อหน่ายรังเกียจที่จะ ฝึกฝน หนำซ้ำอาจจะเกิดความรักความสนใจมากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
ส่วนเรื่องที่ว่าจะฝึกฝนได้ชำนาญแค่ไหนเพียงใดนั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ที่จะเกิดผลตามมาภายหลัง
สำหรับกระบวนการสอนและวิธีการถ่ายทอดความรู้ไปสู่เยาวชนนั้น คงต้องมอบให้เป็นหน้าที่ของคุณครูผู้สอนที่จะได้ค่อยๆ สอดแทรกความรู้ไปสู่เยาวชนในช่วงเวลาที่
พอเหมาะพอสมแก่วัยของผู้เรียน หรือมิฉะนั้น หากผู้บริหารการศึกษาระดับสูงของประเทศจะได้ให้ความสำคัญ ดำเนินการจัดทำเป็นหลักสูตรเพื่อให้คุณครูผู้สอนได้ใช้เป็นหลัก
ก็จะ ยิ่งเป็นคุณูปการแก่การเรียนการสอนวิชาดนตรีสากลของชาติไทยเป็นอย่างยิ่ง อาจจะช่วยแก้ไขปัญหาและภาวะวิกฤตการณ์ทางการเรียนการสอนวิชาดนตรีสากลของ
ประเทศไทย ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ที่ไม่มีผู้ใดมองเห็นนี้ ให้คืนสู่สภาพที่ดีที่ควรจะเป็นก็เป็นได้
ผู้เขียนได้แต่แอบตั้งความหวังไว้ในใจว่า จะมีผู้บริหารการศึกษาระดับสูงของชาติได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้ และผู้เขียนพร้อมเสมอที่จะให้ความร่วมมือในการบอกเล่าถึงวิธี
การสอน ทฤษฎีดนตรีสากลโดยยังไม่ต้องใช้ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้นนี้ เพื่อที่วิกฤตการณ์ที่ไม่มีผู้ใดมองเห็นนี้จะได้พ้นไปจากประเทศไทยเสียที


1:32 AM
saxo1
Posted in:
1 ความคิดเห็น:
ยาวเป็นบ้า....เลย
แต่ก็ดี++
Post a Comment